เพรงกาล (ตัดทอนจากในนิยาย)

ผู้แต่ง  พู่ไหม
เรท  NC-17
X posted at fongfei
อธิบาย   เป็นการดึงจากตอนสุดท้ายในนิยายออกมาแปะสำหรับคนที่ไม่เคยอ่านได้อ่าน

 

  


เสียงจอแจของเหล่าหนุ่มสาวในรั้วมหาวิทยาลัยไม่ได้เข้ามารบกวนชายหนุ่มที่แอบงีบบนเก้าอี้ยาวใต้ร่มไม้ใหญ่ เขามาแอบนอนอยู่ตรงนี้นานพอสมควรเพราะได้นัดแนะกับคนที่นัดหมายไว้ว่าหลังอีกฝ่ายเรียนจบคาบวิชาให้มาเจอกันตรงจุดนี้

เสียงฝีเท้าเหยียบพื้นทางเดินดังตรงมาเรื่อยๆ แล้วสัมผัสแผ่วเบาที่แนบแก้มเพียงผิวเผินก็ปลุกให้คนที่นอนอยู่ต้องลืมตามองด้วยรอยยิ้ม

โทษทีฮะที่ให้คอยจนหลับ”

คนพูดเป็นเด็กหนุ่มในชุดนักศึกษา ผมที่เคยตัดสั้นแบบรองทรงปล่อยยาวและซอยระต้นคอ นภสินธุ์นั่งในลักษณะคร่อมตัวกับเก้าอี้ วางเป้ลงบนโต๊ะ

วันนี้โดนให้รายงานซะอ่วม เลยเลิกช้าหน่อย”

ธรณินทร์บิดกายเล็กน้อย    “ไม่เป็นไร ดีที่อากาศไม่ร้อนมาก กำลังสบายเลย”

ผมโทรเข้ามือถือคุณตั้งหลายหนไม่เห็นเปิด”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วก่อนสำรวจมือถือตัวเอง ปรากฏว่าแบตเตอรี่หมด จากนั้นจึงชวนเด็กหนุ่มให้ขึ้นรถที่จอดอยู่ใกล้ๆ เพื่อออกเดินทาง แต่นภสินธุ์กลับเพียงแค่ลุกขึ้นยืนแล้วมองตามคล้ายอยากจะพูดอะไรแต่อ้ำอึ้งไว้

เมื่อธรณินทร์สตาร์ทเครื่องยนต์ร่างเล็กก็ยังยืนอยู่กับที่ เขาจึงถามอย่างแปลกใจ    “มีอะไร?”

คือ...” นภสินธุ์เสยผมแก้เก้อพลางมองไปอีกทาง ก่อนหันกลับมามองคนที่นั่งประจำที่คนขับเปิดประตูรถค้างไว้ “ผม…ผมเพิ่งนัดกับเพื่อนว่าจะไปดูหนังกัน….”

ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย     "แต่เรานัดกันไว้ก่อน”

นภสินธุ์อึกอักพลางมองไปยังกลุ่มเพื่อนที่จับกลุ่มยืนคอยกันร่วม 5 - 6 คน ธรณินทร์เห็นดังนั้นก็ลอบถอนใจก่อนจะเรียกอีกฝ่ายให้เข้ามาหา เมื่อเด็กหนุ่มเข้ามาในระยะประชิด เขาก็จับข้อมือเล็กดึงรั้งตัวลงมา แล้วยืดกายขึ้นหอมแก้มนุ่มฟอดใหญ่ก่อนส่งยิ้มให้

ไปกับเพื่อนแล้วกัน กับฉันยังมีเวลาอีกเยอะ”

ดวงหน้าขาวเปลี่ยนเป็นสีแดงซ่าน พยักรับหงึกหงักแล้ววิ่งไปคว้าเป้บนโต๊ะก่อนหันมาโบกมือให้ด้วยสีหน้าชื่นบาน

ไว้โอกาสหน้าค่อยแก้ตัวนะฮะ”

พูดจบก็วิ่งเข้าหากลุ่มเพื่อนทันที ธรณินทร์ดับเครื่อง นั่งมองจนกลุ่มของนภสินธุ์ลับสายตาไปอย่างครุ่นคิดแล้วจึงสตาร์ทเครื่องยนต์ใหม่อีกครั้ง

เข้าช่วงบ่ายแก่การจราจรก็เริ่มติดขัด รถราบนถนนในกรุงเทพฯ เบียดเสียดกันแย่งชิงไปให้ถึงจุดหมาย แต่ไม่ว่าจะเป็นรถหรูหราหรือสัปรังเคแค่ไหนก็เหยียบได้ไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีรถเก่ารุ่นคุณปู่มาจอดเทียบรัศมีกับรถหรูราคาสูงลิบจนน่าใจหาย

ธรณินทร์ ปล่อยคันเร่งเพื่อเหยียบเบรคอีกครั้งเมื่อสัญญาณไฟที่เป็นสีเขียวเมื่อครู่ เปลี่ยนเป็นแดงอีกรอบโดยรถของเขายังเขยื้อนไปได้ไม่เท่าไหร่ ชายหนุ่มเอื้อมมือกดเปิดเพลงเบาๆ จากเครื่องเล่นแผ่นซีดีในรถเพื่อลดบรรยากาศเคร่งเครียดบนท้องถนน
 

เบื้องบนฟ้าครึ้มทะมึนกดทับชั้นอากาศจนน่าอึดอัด กิ่งไม้ตามเกาะกลางถนนเอนโยกไปมาตามแรงลมที่เริ่มแรงขึ้น คนสัญจรบนทางเท้าส่วนใหญ่แหงนมองฟ้าอย่างกังวล เหล่าพ่อค้าแม่ขายบ้างกางผืนพลาสติกคลุมสินค้า บ้างเตรียมกางร่มคันใหญ่ เพราะไม่รู้ว่าฝนเม็ดแรกจะโปรยลงมาเมื่อไหร่


ธรณินทร์ถอนใจกับตัวเองเบาๆ ถ้าฝนตกโดยที่เขายังไม่พ้นจากการจราจรบริเวณนี้ละก็ เชื่อขนมกินได้เลยว่าจะต้องติดไปอีกนานทีเดียว นี่ถ้าเบาะข้างกายมีนภสินธุ์นั่งคู่มาด้วยคงไม่น่าเบื่อเท่าไหร่นึกแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าหมู่นี้รู้สึกเหมือนนภสินธุ์จะหมางเมินกับเขา เหมือนมีกำแพงบางอย่างมากั้นขวางไว้

 

เม็ดฝนเริ่มเปาะแปะต้องกระจกหน้ารถ และเพียงชั่วไม่กี่วินาทีฝนห่าใหญ่ก็สาดเทลงมาราวฟ้ารั่ว นิ้วมือเรียวกดปุ่มเปิดไม้ปัดน้ำฝนแล้วมองสายฝนที่กระหน่ำลงมา

ตั้งแต่นภสินธุ์เข้าเรียนขั้นมหาวิทยาลัย ธรณินทร์ก็เริ่มจับได้ถึงความเหินห่างของเด็กหนุ่ม นภสินธุ์เริ่มติดเพื่อนมากขึ้น ช่วงวันหยุดแม้จะมาคลุกคลีกับเขาหรือมีนัดไปเที่ยวกัน แต่ในวันธรรมดาหรือแม้ในวันที่ไม่มีเรียนเด็กหนุ่มมักจะหายไปกับฝูงเพื่อนเสมอ

แล้วความคิดก็สะดุดลงเมื่อรถคันหลังบีบแตรไล่ ธรณินทร์รีบเข้าเกียร์ออกรถ และก็เป็นอย่างที่คิด แม้จะพ้นแยกนี้ไปได้แต่ทางที่จะไปข้างหน้าก็ติดหนึบจนหางแถวแทบจะอยู่กลางสี่แยกพอดี ชายหนุ่มถอนใจอย่างเบื่อหน่าย กับคนที่ชินแต่ชีวิตสบายๆ ในต่างจังหวัดอย่างเขา กรุงเทพฯ ก็คือนรกดีๆ นี่เอง ข้างนอกฝนยังกระหน่ำไม่หยุด ไฟถนนเปิดให้แสงสว่างสีเหลืองส้ม รถเกือบทุกคันเปิดไฟตัดหมอก ทิวทัศน์รอบตัวมืดทะมึนราวกับเป็นเวลาเย็นย่ำ เขาปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศเมื่อรู้สึกหนาวเกินไป

เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น พอเห็นหน้าปัดบอกชื่อคนโทรเข้าธรณินทร์ก็ยิ้มรับ

คุณใหญ่ฮะนี่ผมนะ”   เสียงตามสายแว่วมาฟังแจ่มใส   “ตอนนี้ถึงไหนแล้ว? รถติดมากมั้ยเอ่ย?”

ยังไปไม่ถึงไหนเลย” ธรณินทร์ตอบแล้วบอกชื่อแยกที่กำลังติดอยู่ให้ฟัง “ว่าไงมีโปรแกรมดูหนังเรื่องอะไร?”

ไม่ได้ตั๋วฮะ เพื่อนมันงี่เง่าไม่ยอมจองล่วงหน้าตอนนี้เลยนั่งแหง่วติดอยู่ในห้าง ข้างนอกฝนตกหนักมากเลยออกไปไม่ได้”

ชายหนุ่มมองทิศทางของถนนก่อนจะถามกลับไป     “ฉันยังอยู่ไม่ไกลนะ จะให้วนรถไปหามั้ย?”

ปลายสายเงียบไปนิดหนึ่งก่อนตอบว่า     “ไม่ต้องฮะ ผมอยู่กับเพื่อนเป็นฝูงเลย รบกวนคุณด้วย”

คนฟังถอนใจเล็กน้อย คล้ายกับรู้อยู่แล้วว่าจะต้องได้รับคำตอบแบบนี้แต่ก็ยังหยอดคำถามลงไป  “แล้วสุดสัปดาห์นี้….”

เหมือนเดิมฮะ คุณไปตีพุงรอผมได้เลย ไปหาแน่”

คำตอบพาให้ชายหนุ่มยิ้มออก    “อืม แล้วเจอกันนะนบ”

ฮะ แล้วเจอกัน” จากนั้นก็มีเสียงจุ๊บดังมาเบาๆ ก่อนวางหู พาให้คนได้รับจูบยิ้มขำ

หลังวางสายมุมปากค่อยปรากฏรอยยิ้มขึ้นจางๆ อย่างน้อยนภสินธุ์ก็ยังไปหาเขาที่กาญจนบุรีทุกสุดสัปดาห์ไม่มีเว้น เพียงแค่นี้ก็พาให้ใจชื้นขึ้นมาเป็นกอง


****************

ช่วงปีที่ผ่านมาเกือบทุกสิ้นสัปดาห์ธรณินทร์และนภสินธุ์มักมาค้างที่เรือนไทยหลังงาม ดังนั้นเรือนหลังนี้จึงมีการดัดแปลงเพื่อให้เหมาะกับการอยู่อาศัยมากขึ้น มีทั้งเดินสายไฟ จัดทำห้องน้ำบนเรือนเพื่อความสะดวก ดัดแปลงโรงม้าให้เป็นโรงจอดรถ เรือนครัวกับเรือนบ่าวถูกรื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่เพราะของเดิมมีสภาพผุพัง

ขณะนี้เป็นยามเช้าแดดยังไม่จัดมาก มื้อเช้าเพิ่งถูกยกเก็บไป ธรณินทร์นั่งจิบกาแฟไปพลางอ่านหนังสือพิมพ์ไปพลาง ขณะที่นภสินธุ์นั่งเล่นเกมส์ออนไลน์กับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ้คอย่างใจจดใจจ่อ โดยมีเสียงภาษาอังกฤษรายงานข่าวรอบโลกจากจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ดังแทรกในความสงบของยามเช้า


ธรณินทร์วางถ้วยกาแฟลง เหลือบสายตาไปยังคนที่นั่งอยู่หน้าเครื่องคอมฯ บนโต๊ะกินข้าวแล้วถอนใจกับตัวเอง

นภ ใจคอคิดจะเล่นไอ้เกมส์นี้จนไม่คิดทำอะไรอื่นเลยรึไง?”

คนถูกถามเหลือบตามองยิ้มเผล่ให้ ก่อนตอบเสียงอ่อย

ก็มันสนุกนี่นา แล้วอยู่ที่นี่ก็เบื่อออก ไม่มีอะไรทำ ถ้าไม่พกโน้ตบุ้คมาเล่นเกมส์ผมคงเฉาแย่”

นภสินธุ์ตอบแล้วหันไปสนใจกับเกมส์ต่อโดยไม่ทันสังเกตปฏิกิริยาของอีกฝ่ายที่ถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ ชายหนุ่มพับหนังสือพิมพ์ลงข้างตัวช้าๆ ยกขาไขว่ห้างพลางนั่งมองเด็กหนุ่มอย่างพินิจ แล้วเริ่มนึกถึงการเปลี่ยนแปลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

ตั้งแต่เข้าเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยได้เดือนเศษ นภสินธุ์ก็เริ่มติดเพื่อนและบอกปัดนัดของเขาถี่ขึ้น แม้จะมีการไปมาหาสู่กันทุกสิ้นอาทิตย์อย่างสม่ำเสมอ แต่ก็มีกำแพงความห่างเหินบางเบาที่เด็กหนุ่มสร้างขึ้นกั้นระยะพวกเขาให้ห่างจากกัน โดยในระยะแยกยังไม่เด่นชัดนัก แต่พอนานวันเข้าระยะห่างนั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้นทุกที

ธรณินทร์ลูบคางหลับตาพริ้มอยู่ครู่หนึ่งก็ยิ้มออก ก่อนลืมตามองนภสินธุ์ที่ยังวุ่นอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่เลิกด้วยแววหัวเราะ แสดงความเข้าใจถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

เห็นท่าเขาต้องลองเล่นบทอื่นดูบ้างแล้ว….ชายหนุ่มคิดในใจอย่างขบขัน


********

หลังจากวันนั้นเพียงแค่กลางสัปดาห์ ธรณินทร์ก็ยิ้มกริ่มให้กับตัวเองเมื่อวันนี้โทรศัพท์มือถือของเขามีสัญญาณโทรเข้าจากเครื่องของนภสินธุ์หลายหนตั้งแต่ช่วงสาย ชายหนุ่มเคาะนิ้วกับโต๊ะอย่างสบายอารมณ์

เมื่อ วันอาทิตย์ที่นภสินธุ์มาค้างด้วยนั้น เขานึกอยู่เป็นครู่ถึงสาเหตุการเปลี่ยนแปลงของเด็กหนุ่ม แล้วที่สุดก็ดูออกว่าสาเหตุที่ทำให้นภสินธุ์เปลี่ยนท่าทีจากเคยออดอ้อนเขา กลายเป็นห่างเหินไปเป็นเพราะฝ่ายนั้นกำลังอยู่ในช่วงติดเพื่อนใหม่


ความคิดคำนึงย้อนไปในอดีตกาลที่เขาเคยเป็นบุตรหัวปีของพระยาวิจิตรคุณบริพัตร และกำลังดำรงยศหลวงวิชิตชัย ในช่วงที่นภสินธุ์หลงมิติเวลาไปพบกับเขานั้นเป็นช่วงที่เด็กหนุ่มเพิ่งอยู่ในวัยเริ่มโต ยังต้องการที่พึ่งทั้งทางกายและใจ เมื่อพบเขาที่ยอมผ่อนปรนให้ทุกอย่างนภสินธุ์จึงติดเขาแจ และจากความสนิทสนมนั้นก็ผูกพันจนเกิดเป็นสายใยทางใจขึ้น


เมื่อ มาถึงปัจจุบันที่เขาได้มาเกิดใหม่ ขณะที่นภสินธุ์ได้กลับมาใช้ชีวิตในสังคมของตัวเอง การได้พบปะสังคมและเพื่อนฝูงในรุ่นเดียวกันประจวบกับอยู่ในวัยเปลี่ยนแปลง จากเด็กสู่รุ่นหนุ่มทำให้นภสินธุ์หันไปติดสังคมใหม่ที่ได้รู้จักแทนโดยเฉพาะ ในสังคมมหาวิทยาลัย การเริ่มพ้นวัยพึ่งพิงอ้อมอกพ่อแม่เช่นนี้ยิ่งทำให้นภสินธุ์รู้สึกตัวว่าโต พอจะรับผิดชอบตัวเองได้ จึงยิ่งพาตัวเหินห่างจากเขาโดยที่จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ดังนั้นเขาจึงต้องทำอะไรสักอย่าง


อะไร’ ที่ว่านั่นคือการทำตัวห่างออกไปบ้างเพื่อให้นภสินธุ์ได้รู้สึกตัว และถ้าเขายังมีความสำคัญในหัวใจของเด็กหนุ่มอยู่บ้าง เชื่อได้ว่าไม่กี่วันนภสินธุ์ต้องรู้สึกถึงการห่างหายไปของเขาแน่นอน

 

ธรณินทร์คาดไม่ผิด เพียงแค่สามวันที่เขาไม่ติดต่อไปหานภสินธุ์ก็เป็นฝ่ายโทรเรียก แต่ชายหนุ่มคาดในใจว่าจะอดทนรอถึงสิ้นสัปดาห์นี้

 

รอให้ความคิดถึงที่นภสินธุ์มีต่อเขาถึงจุดสุกงอมรอเพื่อเขาจะได้พิสูจน์ว่านภสินธุ์ยังคงคิดถึงและมีเขาในหัวใจอย่างแท้จริง


*********

กลางทุ่งปศุสัตว์กว้างใหญ่ของตระกูลเจริญราชไมตรี ธรณินทร์ในชุดคาวบอยบังคับม้าย่างเหยาะไปเรื่อยๆ อย่างสบายอารมณ์และทักทายคนงานที่สวนมาบ้างเป็นระยะ ในช่วงหน้าฝนแบบนี้ถือเป็นฤดูที่ให้อาหารม้าและวัวที่ดีที่สุดและลดต้นทุนเรื่องน้ำไปได้เยอะ เพราะหญ้าจะเขียวชอุ่มไปด้วยน้ำฝนที่ตกตามฤดู สำหรับพื้นที่กลางหุบเขาแบบนี้ฝนตกเกือบแทบทุกวันแถมยังชุกอีกต่างหาก ปัญหาที่ต้องคอยระวังคือเรื่องสุขภาพของสัตว์สี่เท้าที่เลี้ยงเพื่อธุรกิจหลายพันตัวเหล่านี้


โดยไม่รู้ตัวธรณินทร์บังคับม้าเข้าเขตรีสอร์ทของตัวเอง ในทุ่งกว้างเขียวขจีสลับไม้ใหญ่สายตาชายหนุ่มแลกวาดไปยังบริเวณที่เคยพบนภสินธุ์นอนสลบอยู่ มุมปากได้รูปจุดรอยยิ้มคะนึงหาขึ้น

 

ถ้าดร.ฤทธาไม่พาครอบครัวมาพักที่รีสอร์ทของเขาในช่วงปิดเทอม และประจวบเหมาะนภสินธุ์ไม่ออกขี่ม้าและเกิดพายุขึ้นในวันนั้น หนทางของเขากับเด็กหนุ่มคงไม่มีวันมาบรรจบกัน
ด้วยระยะเวลาที่ห่างกันร่วมร้อยปี ถ้าไม่ใช่เพราะพรหมลิขิตแล้วยังจะมีสิ่งใดอีกที่มีอานุภาพพอจะชักจูงให้นภสินธุ์ก้าวข้ามห้วงเวลาไปพบกับเขาเมื่อชาติก่อนได้

 


แล้วความคิดก็สะดุดลงเมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น หน้าปัดบอกชื่อคนโทรเข้าคือนภสินธุ์ ธรณินทร์คลี่ยิ้มกับตัวเองพร้อมตั้งคำถามว่าเขาถ่วงเวลามาพอรึยัง
...?



ขณะที่กำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะรับหรือไม่รับดี ชายหนุ่มก็สะดุ้งอีกครั้งเมื่อมีเสียงตวาดดังก้องมาจนม้าที่ขี่อยู่พลอยสะดุ้งตกใจไปด้วย ธรณินทร์ตบต้นคอม้าตัวเองปลอบหนักๆ ก่อนเหลียวหาต้นเสียง แล้วก็ต้องตาค้างเมื่อเห็นนภสินธุ์ควบม้ามุ่งหน้าเข้ามาด้วยความเร็วเต็มที่


สภาพของเด็กหนุ่มที่เห็นบอกได้เลยว่าคงเหนื่อยกับการควบม้าตามหาเขามาพอสมควร เชิ้ตสีขาวที่สวมใส่อยู่เปียกเหงื่อจนบางส่วนแนบติดกับเนื้อตัว ลูกผมตามหน้าผากชุ่มเหงื่อลู่ติดกันเป็นแพ พวงแก้มแดงปลั่ง ริมฝีปากสีแดงสดอ้าหอบน้อยๆ ด้วยความเหนื่อย และเหนืออื่นใดคือดวงตากลมโตคู่งามทอแววฉุนเฉียวอย่างเห็นได้ชัด

คุณเป็นบ้าอะไร!! ผมโทรหาตั้งหลายหนทำไมไม่ยอมรับสาย!!?”


พอเข้าถึงระยะประชิดนภสินธุ์ก็ขึ้นเสียงทันทีจนม้าที่ตัวเองขี่อยู่และม้าของชายหนุ่มสะดุ้ง เด็กหนุ่มสถบเบาๆ เพื่อบังคับม้าให้อยู่นิ่งๆ ขณะดวงตาวาวยังไม่ละจากใบหน้าคู่กรณี

ไม่ใช่แค่วันนี้นะ แต่อาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์ผมกดจนมือแทบหงิก บอกเหตุผลมาเลยไม่งั้นมีเรื่องแน่!!”


ขณะที่คนแผดเสียงอยู่ในอารมณ์หาเรื่องเต็มที่ คนฟังกลับคลี่ยิ้มละมุนตามแบบฉบับ แล้วตะล่อมด้วยเสียงอ่อนโยน

ถือว่าฉันผิด แต่ฉันแค่อยากรู้ว่าเธอยังคิดถึงฉันอยู่อีกรึเปล่า”

นัยน์ตาเด็กหนุ่มถลึงวาววับ    “ผมจะคิดถึงหรือไม่คิดถึงแล้วมันเกี่ยวอะไรกับการไม่รับมือถือ!!?”

แม้นภสินธุ์จะขึ้นเสียงตะคอกแต่ชายหนุ่มหาถือสาไม่ กลับบังคับม้าย่างถอยห่างไป ทำให้อีกฝ่ายต้องกระตุ้นม้าเดินตามโดยปากยังคงต่อว่าอีกยืดยาวเป็นชุดอย่างไม่รู้จักเหนื่อย ครู่หนึ่งธรณินทร์ก็หยุดม้าลงแล้วถามด้วยน้ำเสียงละมุน

ยังจำที่ตรงนี้ได้มั้ย?”

เด็กหนุ่มหุบปากเหลียวมองรอบบริเวณ ก่อนจะเบิกตาโพลงอย่างนึกขึ้นได้


ธรณินทร์กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ดวงตาทอดมองรอบบริเวณคล้ายคะนึงหา

ฉันก็แค่มาระลึกความหลังว่าถ้าตอนนี้ไม่ใช่เพราะโชคชะตาลิขิตไว้เราคงไม่ได้มาเจอกัน”

นภสินธุ์นิ่งไปบ้างและชักม้าขึ้นเคียงคู่กับชายหนุ่ม ก่อนเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนอ่อยคล้ายสำนึกผิดที่ตัวเองเอาแต่ตะคอกเหมือนคนไร้เหตุผล

คุณใหญ่ฮะ…ผม…”


ฉันดีใจนะที่เธอโทรหาฉันและทนไม่ไหวจนมาหาถึงที่นี่” ธรณินทร์ตัดบทแล้วยิ้มอ่อนโยนให้ตามแบบฉบับ


นัยน์ตากลมโตคล้ายมีดาวพร่างพราย สีหน้าแดงซ่าน เขามักแพ้ต่อรอยยิ้มละไมและน้ำเสียงนุ่มทุ้มของชายหนุ่มเสมอมา


ธรณินทร์เหลือบมองนาฬิกาข้อมือ เมื่อเห็นว่าใกล้เที่ยงแล้วจึงชักชวนนภสินธุ์ให้กลับไร่


**********

ตก บ่ายวันเดียวกันนภสินธุ์ก็ชวนธรณินทร์ไปค้างที่บ้านเรือนไทยโดยให้เหตุผลว่า เคยชินกับเรือนใหญ่ที่นั่นมากกว่าบ้านไม้กึ่งโบราณกึ่งสมัยใหม่ที่ฟาร์มปศุ สัตว์แห่งนี้

ระหว่างทางไปแทนที่จะนั่งรถทั้งคู่กลับเลือกเดินทางด้วยม้า เพราะระยะทางไม่ไกลนัก แถมอากาศยามบ่ายแก่ก็กำลังสบาย แม้จะมีแดดจ้าแต่ก็มีไม้ใหญ่ขึ้นตามริมทางหนาแน่นพอจะกลบความร้อนแรงลงได้ อีกอย่างในฤดูฝนแบบนี้ลมค่อนข้างแรง แถมมักพาไอเย็นจากหุบเขามาด้วยพาให้อากาศยามนี้ค่อนข้างสดชื่น

ทั้งที่อยู่ในยุคสมัยซึ่งทุกอย่างเจริญก้าวหน้า ทว่าหนทางระหว่างฟาร์มปศุสัตว์กับเรือนไทยกลับคล้ายย้อนไปในอดีตที่แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นาข้าวผืนใหญ่ยังคงผลิตเมล็ดข้าวพันธุ์ดีอยู่เช่นเดิม ระหว่างทางยังสวนทางกับชาวบ้านตอนวัวควายออกกินหญ้า แม้จะมีบ้านเรือนขึ้นหนาตาและมีเสาไฟฟ้ากับสายไฟระโยงระยาง แต่ก็แทบไม่มีผลอะไรกับทัศนียภาพ ถ้าทำใจลืมๆ ไปเสียได้จะไม่นึกด้วยซ้ำว่านี่เป็นโลกในยุคโลกาภิวัฒน์แล้วไม่ใช่ยุคเรอเนสซองส์ของไทยเมื่อร้อยกว่าปีก่อน


ก่อนถึงอาณาเขตตัวเรือนเกือบสองกิโล ทางหุบเขาด้านหลังก็เกิดเมฆทะมึนเคลื่อนตัวอ้อยอิ่งบดบังแสงแดดที่แผดกล้าอยู่เมื่อครู่จนจางหาย ลมเย็นที่พัดมาหอบกลิ่นไอฝนและดินมาด้วย ฟ้าแลบแปลบหนึ่ง หลังจากผ่านไปสองสามวินาทีท้องฟ้าก็กระหึ่มคำราม คราวนี้จากลมที่โชยเอื่อยกลับกลายเป็นแรงขึ้นพร้อมทั้งหอบเอาละอองฝนโปรยประปราย พาให้คนทั้งคู่ต้องเร่งควบม้าเพื่อให้ถึงเรือนทันก่อนห่าฝนจะมาถึง


โชคดีที่ทั้งสองสามารถถึงตัวเรือนและให้คนงานนำม้าไปไว้คอกก่อนที่ฝนจะเทลงมาได้ทัน แต่ถึงกระนั้นเนื้อตัวก็ยังเปียกจากละอองฝนที่โปรยมาอยู่ดี ดังนั้นธรณินทร์จึงไล่ให้นภสินธุ์ไปอาบน้ำเสียก่อนที่จะเป็นหวัด


แม้จะเพิ่งเป็นยามบ่ายแก่ๆ แต่ฟ้าทะมึนกับฝนที่ตกหนักทำให้บรรยากาศอึมครึมราวกับเป็นช่วงใกล้พลบ นภสินธุ์เรียกธรณินทร์ที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จออกมาจากห้องน้ำให้มากินของว่าง


ผมรู้สึกเรือนไทยนี่มันโหวงๆ นะครับ โดยเฉพาะเวลาอากาศแบบนี้”    นภสินธุ์เปิดฉากขึ้นก่อน


น่ากลัวหรือ?” 


คนถูกถามมองรอบตัวก่อนไหวไหล่ตอบ     “
เปล่าฮะ ผมหมายถึงความครื้นเครงน่ะ เมื่อก่อนเรือนของคุณเต็มไปด้วยคนนั่งรวมเป็นกระจุกทำโน่นทำนี่ไม่ต่ำกว่าสิบคน แต่เดี๋ยวนี้สิบนเรือนมีคนรับใช้ประจำแค่สองเอง ถ้ารวมคนครัวคนรถด้วยก็อีกแค่สาม”

ชายหนุ่มเอนหลังพิงเบาะนุ่มตามสบาย

เธอคิดว่านี่มันยุคไหนกันเจ้าหนู สมัยนี้ค่าจ้างไม่ใช่ถูกๆ นะ ยิ่งถ้าเป็นคนงานที่รู้งานด้วยแล้วยังแพงกว่าเงินเดือนคนทำงานนั่งโต๊ะซะอีก”

รู้น่า”


นภสินธุ์ตอบเสียงยานแล้วยื่นหน้าอ้าปากงับองุ่นแดงที่ชายหนุ่มกำลังจะส่งเข้าปาก คนถูกขโมยองุ่นไปต่อหน้าขมวดคิ้วเล็กน้อย ขณะที่ดวงตาของอีกฝ่ายวาววับด้วยความซุกซนก่อนหลิ่วตาให้เป็นเชิงอวดความเก่งของตัวเอง

ธรณินทร์ยิ้มขำก่อนหยิบองุ่นอีกเม็ดเข้าปาก ปลายนิ้วเรียวเชยคางเด็กหนุ่มขึ้นแล้วแนบริมฝีปากประกบแผ่วเบาพาให้นภสินธุ์เบิกตากว้าง แต่ก็เพียงชั่ววินาทีก่อนพริ้มตารับจุมพิตรสองุ่นหวาน น้ำองุ่นไหลซึมจากมุมปากของเขา ธรณินทร์จึงไล้ปลายลิ้นนุ่มเลียน้ำองุ่นตามไปจนถึงปลายคาง ฟังเสียงหัวเราะในลำคอด้วยความจั๊กจี้ของนภสินธุ์อย่างเอ็นดู


ชายหนุ่มขยับแนบหน้าผากจรดกับหน้าผากอีกฝ่ายอย่างละมุนละม่อม สายตาสองคู่สบประสานกันเต็มไปด้วยความวาบหวามและความรู้สึกในอารมณ์ที่กำลังเริ่มตื่นตัว ใบหน้านภสินธุ์แดงซ่านอย่างห้ามไม่อยู่พร้อมหัวใจที่เต้นระรัวแทบไม่เป็นส่ำ อุ้งมือใหญ่ประคองช้อนดวงหน้าของเด็กหนุ่มแล้วแนบจูบหอมหวานอีกรอบ ลำนิ้วเรียวแข็งแกร่งไล้เขี่ยติ่งหูและนวดแถวต้นคอเล็กแผ่วเบา


เมื่อถอนริมฝีปากออกปลายนิ้วเรียวก็ยกปิดริมฝีปากนุ่ม สองตาประสานสบกันอีกครั้ง มุมปากได้รูปของธรณินทร์หยักยิ้มละมุนก่อนไล้ปลายนิ้วเข้าไปยังกลีบปากอิ่มแตะสัมผัสเล่นกับลิ้นนุ่มของเด็กหนุ่มแผ่วเบา เขาก้มขบติ่งหูเล็ก สูดดมกลิ่นหอมอ่อนของแชมพูปนสบู่อย่างพึงใจ ส่วนมืออีกข้างแตะสัมผัสยอดอกเล็กผ่านเชิ้ตตัวบางที่อีกฝ่ายสวมใส่ ก่อนแนบทาบเต็มฝ่ามือเพื่อสัมผัสถึงแรงเต้นถี่ของหัวใจภายใต้

สัมผัสนั้นพาให้นภสินธุ์สะท้านทั้งตัว สองมือยันไหล่หนาไว้คล้ายต้องการที่พึ่งพิง เขาคิดจะครางแต่ก็ติดที่ปลายนิ้วแข็งแรงซึ่งกำลังไล้เล่นกับปลายลิ้นของตนอยู่ เปลือกตาบางหลับพริ้มพาตัวให้เคลิ้มไปกับสัมผัสของชายหนุ่ม แล้วก็ต้องสะดุ้งขมวดคิ้วพร้อมยกเข่าขึ้นอัตโนมัติเมื่อหนนี้อุ้งมือร้อนจัดเลื่อนลงวางนาบกับจุดกระตุ้นอารมณ์ ปลายฟันขาวขบกับข้อนิ้วแข็งแรงอย่างควบคุมไม่อยู่



ธรณินทร์ดึงปลายนิ้วออกจากริมฝีปากของนภสินธุ์แล้วแนบจูบดื่มด่ำแทนโดยไม่เปิดโอกาสให้เจ้าตัวร้องครางหรือประท้วงใดๆ ทั้งสิ้น ฝ่ามือใหญ่ที่วางนาบอยู่กลางหว่างขาขยับไล้หยอกล้อแผ่วเบาสลับดุดัน ขณะมืออีกข้างก็สอดเข้าใต้เสื้อเกลี่ยยอดอกเล็กอย่างไม่เกรงใจ พาให้สองเข่าของนภสินธุ์ชันขึ้นโดยไม่รู้ตัว สองมือเล็กขยุ้มไหล่เสื้อของชายหนุ่มแน่น


ธรณินทร์ถอนริมฝีปากออกอ้อยอิ่ง แต่ยังแตะขบกลีบปากนุ่มอย่างคล้ายไม่ยอมลาจาก ลูกตาสีนิลทอแวววาววับทอดมองดวงหน้าแดงปลั่ง ขนตายาวเป็นแผงสั่นระริก ส่วนริมฝีปากแดงฉ่ำนั้นก็อ้าหอบเล็กน้อย ชายหนุ่มจึงคลี่ยิ้มอย่างพึงใจก่อนขยับกระซิบริมหู


ฉันขอนะ”



พูดจบก็ถอยใบหน้าออกห่างเล็กน้อยเพื่อดูปฏิกิริยาของอีกฝ่าย ซึ่งท่าทีที่เห็นก็ทำให้เขายิ่งรู้สึกรักเอ็นดูมากยิ่งขึ้น เมื่อนภสินธุ์ช้อนตาขึ้นมองด้วยแววเยิ้มหวาน ใบหน้าแดงก่ำ


เด็กหนุ่มขบริมฝีปากตัวเองเล็กน้อยก่อนก้มงุด โผเข้าอ้อมอกกว้างแล้วงึมงำด้วยเสียงราวแมงหวี่



ถ้าไม่ให้ล่ะ”


ธรณินทร์หัวเราะขันในลำคอก่อนตวัดอุ้มร่างเล็กขึ้นอย่างรวดเร็วจนอีกฝ่ายสะดุ้งร้องอย่างตกใจ ชายหนุ่มหลิ่วตาให้ก่อนหอมพวงแก้มนุ่มฟอดใหญ่แล้วตอบด้วยน้ำเสียงแฝงความซุกซน



ถึงไม่ให้ก็จะเอา”


ใบหน้าที่แดงก่ำอยู่แล้วยิ่งแดงขึ้นไปอีก นภสินธุ์ขยับซุกกับซอกคอคนอุ้มอย่างสะท้านอาย ปล่อยให้ร่างสูงอุ้มพาเข้าห้องนอนใหญ่อย่างเต็มใจ


ธรณินทร์วางร่างในอ้อมแขนลงบนเตียงอย่างถนอม ก้มจูบหน้าผากมนทีหนึ่งก่อนเดินไปปิดประตูตามด้วยหน้าต่างจนเหลือเพียงสองบาน จากนั้นจึงเปิดไฟโคมจนทั้งห้องสว่างไปด้วยแสงสีส้มนวลดูจับตายิ่งเมื่อสะท้อนกับเนื้อไม้



นภสินธุ์ครางในลำคอคำหนึ่งเป็นการประท้วงเมื่อเห็นชายหนุ่มมัวแต่ยุ่งอยู่กับการ ‘จัดฉาก’ ธรณินทร์ปรายตามองร่างเล็กที่นอนอยู่บนเตียงแล้วคลี่ยิ้มละไมก่อนปลดกระดุมเสื้อตัวเอง และเมื่อเดินมาถึงข้างเตียงเสื้อเชิ้ตที่สวมอยู่ก็ถูกปล่อยกองกับพื้น

 


เด็กหนุ่มมองช่วงไหล่หนากว้าง แผงอกกำยำดูล่ำสัน ผิวกายชายหนุ่มซึ่งคล้ำด้วยแดดลมยามนี้ถูกอาบด้วยแสงโคมยิ่งขับเน้นความคมเข้มสมชาย จนนภสินธุ์แทบทนมองไม่ได้ต้องหลบสายตาไปทางอื่น ขณะอุ้งมือเล็กแอบขยุ้มกำผ้าปูเตียงคล้ายต้องการระงับอารมณ์

 


ปฏิกิริยานั้นทำให้ธรณินทร์พอใจหนักหนา ชายหนุ่มเอื้อมหลังมือไปเกลี่ยลำคอสีน้ำผึ้ง สัมผัสถึงความสั่นสะท้านของร่างเบื้องใต้ ดวงตาดำคมตวัดมองเพลิงอารมณ์ที่แน่นตึงใต้กางเกงผ้าของเด็กหนุ่มพร้อมรอยยิ้มแล้วไล้ปลายนิ้วลูบแผ่วเบาจนเจ้าตัวสะท้านกายเฮือก

 


ร่างสูงใหญ่ขยับตัวขึ้นคร่อม แนบริมฝีปากประกบเพิ่มรสดื่มด่ำแห่งอารมณ์ ส่วนนภสินธุ์ได้แต่หลับตาลงรับรสจูบอันหอมหวาน เอื้อมมือทั้งคู่โอบรอบลำคอแข็งแรง แล้วก็ผวาเยือกพร้อมเผลอจิกเล็บกรีดผิวต้นคอหนา เมื่อธรณินทร์แนบแก่นอารมณ์ของตัวเองกับกลางหว่างขาของตน แม้จะมีเนื้อผ้ากางกั้นแต่ความร้อนผ่าวที่ได้รับทำให้รู้สึกราวกับร่างกายกำลังเปลือยเปล่า

 


ชายหนุ่มถอนริมฝีปากออกและเล็มกลีบปากอิ่ม พวงแก้ม และเปลือกตาบาง ก่อนแนบซุกไซ้ต้นคอ คอยฟังเสียงครางระคนหอบของร่างในวงแขนอย่างพึงใจ ส่วนมือก็เลื่อนปลดกระดุมเสื้อของอีกฝ่ายด้วยความรวดเร็ว

 


นภสินธุ์สะดุ้งวาบเมื่อความเย็นของอากาศภายนอกแทรกเข้ามาแทนที่ความอบอุ่นจากไอตัวของร่างสูงใหญ่ เด็กหนุ่มปรือตามอง ก็สบกับแววตาอ่อนโยนแฝงความต้องการที่จ้องมองมา เขาเห็นธรณินทร์กำลังดึงยางรัดผมออกปล่อยเส้นผมที่ยาวเกือบกลางหลังแผ่ลงปรกแผงอก แล้วอดเหลือบตาลงต่ำไม่ได้ นภสินธุ์ไม่รู้ว่าชายหนุ่มถอดกางเกงทั้งของเขาและของตัวเองออกตั้งแต่ตอนไหน แต่ความเป็นชายที่เต็มไปด้วยแรงอารมณ์ของชายหนุ่มก็ทำให้ใบหน้าเห่อสะท้านขึ้นมา แม้อยากหลบตาหนี แต่ก็ต้องเจ็บใจที่ตัวเองไม่อาจถอนสายตาไปได้

 


ธรณินทร์เห็นดังนั้นก็ขำเล็กน้อย ก่อนแนบปลายนิ้วเกลี่ยจุดกระตุ้นอารมณ์ของร่างเล็กบ้างแล้วฟังเสียงครางอย่างสมใจ เขาก้มโลมไล้ตั้งแต่ซอกคอขาวเนียนเรื่อยมาจนถึงท้องน้อยแบนราบ ก่อนจบที่ส่วนปลุกเร้าที่ตื่นตัวนั้น

 


ตลอดเวลาที่ถูกโอ้โลมในหัวนภสินธุ์แทบว่างเปล่า ซึมซับเพียงสัมผัสที่อีกฝ่ายมอบให้ แล้วก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อปลายนิ้วแกร่งไล้วนเข้าในส่วนลึกก่อนจะแทรกเข้าไปอย่างไม่ร้อนรน

 


คุณ…คุณใหญ่…มัน…มัน….”

 


เจ็บเหรอ?” เสียงนุ่มทุ้มถามอย่างอาทร ก่อนขยับตัวขึ้นหอมผิวแก้มที่แดงก่ำ

 


ปละ…เปล่าฮะ เพียง..อา….เพียงแต่มัน…อา..แปลก”

 


น้ำเสียงเด็กหนุ่มขาดเป็นช่วง สลับหอบเอาอากาศเข้าปอด คนฟังคลี่ยิ้มละไมแล้วปลอบด้วยเสียงอ่อนโยน

 


ไม่ต้องกลัวนะคนดี นี่แค่การเตรียมพร้อม ฉันจะให้เธอพร้อมเสียก่อน”

 


นภสินธุ์ปรือตามองสบนัยน์ตาดำคมที่มองมาก่อนคลี่ยิ้มให้แล้วพยักหน้าหงึกหงัก จากนั้นก็หลับตาครางอีกครั้งเมื่อปลายนิ้วที่สองเคลื่อนเข้าสู่ร่างกาย

 


เวลาแห่งการเตรียมพร้อมที่ธรณินทร์บอกแม้จะผ่านไปไม่กี่นาทีแต่กลับเนิ่นนานในความรู้สึกนัก เด็กหนุ่มหอบครางอย่างห้ามไม่อยู่ ปลายนิ้วทั้งสิบบ้างจิกบ้างแนบเกาะแผ่นหลังกว้างทุกครั้งที่ปลายนิ้วแกร่งทั้งสองขยับวนและกดย้ำจุดรวมอารมณ์ภายในกาย ขณะเดียวกันริมฝีปากอุ่นจัดก็เล็มเลียขบเม้มยอดอกทั้งสองข้างอย่างไม่เกรงว่าจะฝากริ้วรอยไว้บนผิวกายของเขา ส่วนมืออีกข้างของชายหนุ่มก็ยึดกุมแก่นกายไว้ แม้จะลูบไล้อ่อนโยนแต่บางครั้งปลายนิ้วก็จิกขยี้ส่วนปลายจนเขาต้องร้องอย่างเสียวซ่าน

 


ที่สุดเมื่อใกล้ถึงอารมณ์หมายนภสินธุ์ยิ่งครางกระชั้น สองขาสั่นเกร็งระริก แอ่นกายบดเบียดกับผิวกายร้อนผ่าวของธรณินทร์ มือข้างหนึ่งจิกครูดผิวเนื้อชายหนุ่มขณะที่อีกข้างผวาออกเกาะกุมผ้าปูเตียงแน่น

 


ผม…ผม….อ๊า…!!”

 


สิ้นเสียงกรีดร้อง ธรณินทร์ก็ละมือจากเบื้องล่างขึ้นมาตระกองกอดร่างของเด็กหนุ่มไว้ในวงแขน พลางจูบซับตามไรผมและผิวแก้มที่ชื้นเหงื่อ ก่อนฝังใบหน้ากับซอกคอเล็กอย่างรักใคร่

 


ชายหนุ่มรอฟังจนเสียงหอบที่เร่งเร้าเริ่มผ่อนคลายลงจึงขยับแนบริมฝีปากกับพวงแก้มนุ่มพลางลูบหน้าผากแผ่วเบา

 


พร้อมสำหรับฉันหรือยังคนดี”

 


นภสินธุ์ที่ยังหอบเล็กน้อยปรือตามองคนตรงหน้า แววตาบอกความซาบซ่านในห้วงอารมณ์จนคนมองรู้คำตอบได้โดยเจ้าตัวไม่ต้องเอ่ยคำใด เด็กหนุ่มเอื้อมมือขึ้นประคองวงหน้าคมสันไว้แล้วคลี่ยิ้มให้อย่างอ่อนหวาน

 


คุณว่าผมควรให้คำตอบคุณยังไงล่ะฮะคุณใหญ่”

 


ถูกย้อนถามเข้าอย่างนั้น ธรณินทร์ก็คลี่ยิ้มแล้วคว้ามือเล็กขึ้นแนบจูบ

 


เธอไม่ต้องตอบอะไรทั้งนั้น เพียงแค่แสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมาก็พอ”

 


นภสินธุ์หน้าแดงซ่านยิ่งกว่าเดิม ก่อนดึงรั้งร่างสูงใหญ่เข้าหาแล้วแนบจูบกับริมฝีปากได้รูป

 


เนิ่นนานกับรสจูบที่หวานและดื่มด่ำ ในที่สุดนภสินธุ์ก็ขยับนิ้วแตะปลายคางชายหนุ่มเพื่อขอให้หยุดการจุมพิต เมื่อริมฝีปากเป็นอิสระเขาก็คลี่ยิ้มให้แล้วกระซิบอย่างเขินอาย

 


ผมเป็นของคุณฮะ...คุณใหญ่”


*********


ฝนเม็ดสุดท้ายขาดหายไป เหลือเพียงหยดน้ำตามใบไม้ที่ยามลมพัดหรือเหล่าปักษาบินมาเกาะก็จะร่วงพรูหล่นสู่พื้น ยามฝนหายกลีบเมฆที่เข้าบดบังท้องนภาก็เริ่มเคลื่อนคล้อย พาให้เห็นว่าเหนือขอบฟ้าขึ้นไปดาวประกายพรึกเริ่มทอแสงระยิบยับเด่นกลางนภา แม้สายฝนจะจางหายไป แต่ก็ได้ทิ้งละอองความเย็นและกลิ่นไอดินหอมอวลไปทั่ว

 


แสงไฟนวลในห้องกว้างจับให้เห็นร่างสองร่างที่ตระกองกอดกันบนเตียงหลังใหญ่ ธรณินทร์คลี่ผ้าห่มคลุมให้กับร่างเล็กที่หลับไปในทันทีเมื่ออารมณ์รักหนที่เท่าไหร่ไม่รู้ของเขาจบสิ้นลง

 


ชายหนุ่มค่อยๆ ขยับตัวลงจากเตียงเพราะเกรงจะปลุกให้คนที่กำลังหลับอยู่ต้องตื่น เขาคว้าเสื้อคลุมที่ห้อยแขวนไว้มาสวมก่อนปิดโคมไฟให้เหลือเพียงสองดวงตรงหัวเตียงแล้วเดินไปเปิดหน้าต่างเพื่อรับไอเย็นเข้ามา ร่างสูงยืนมองประกายระยับเบื้องบนอย่างเป็นสุขแล้วเหลียวมองร่างที่นอนหลับอยู่บนเตียงของตน

 


ธรณินทร์เดินไปเปิดหีบเหล็ก หยิบไวโอลินที่นอนนิ่งในกล่องร่วมร้อยปีออกมาลูบคลำพลางนึกย้อนไปเมื่อครั้งชาติก่อนที่เขาเป็นหลวงวิชิตชัย แม้ในชาตินี้เขาจะไม่เคยจับเครื่องดนตรีประเภทนี้ แต่สมองก็ยังจดจำบทเพลงที่เคยเล่นได้เป็นอย่างดี

 


ชายหนุ่มค่อยๆ แง้มประตูเปิดอย่างแผ่วเบาก่อนเหลียวมองเตียงกว้างอีกครั้ง เมื่อเห็นนภสินธุ์ยังหลับสนิทอยู่จึงผ่อนลมหายใจแล้วเดินออกไปข้างนอก ชานกว้างถูกน้ำฝนสาดใส่จนเปียกชุ่มและเย็นเฉียบ แต่เขาก็ยังชอบที่จะสีไวโอลินในที่ที่ไม่มีหลังคามาปกคลุม โดยเฉพาะในราตรีประดับดาวอย่างคืนนี้ช่างเหมาะนัก

 


เสียงไวโอลินแว่วหวานกังวานโดยมีเสียงแมลงราตรีดังคลอคล้ายดนตรีประกอบค่อยๆ ปลุกคนที่หลับอยู่ให้ตื่นจากการหลับใหล นภสินธุ์เหลียวมองข้างตัวเห็นว่างเปล่า แต่ได้ยินเสียงไวโอลินแว่วมาก็อมยิ้ม จึงขยับตัวจะลุกขึ้น แต่ก็ต้องกัดฟันชะงักอยู่ในท่านั้น จนผ่านไปครู่หนึ่งจึงสามารถขยับลุกนั่งได้ไหว

 


ให้ตาย….ไม่นึกว่าจะเจ็บขนาดนี้’

 


เด็กหนุ่มบ่นกับตัวเองอย่างมีอารมณ์ แต่ก็กัดฟันโขยกเขยกไปหยิบเสื้อคลุมมาสวม

 


ภาพที่ธรณินทร์ยืนสีไวโอลินอยู่กลางระเบียงพาให้คนมองระลึกถึงครั้งแรกที่เห็นหลวงวิชิตชัยเล่นไวโอลิน ทุกท่วงท่าและทำนองเสนาะของเส้นสายไม่ต่างไปจากอดีตเลยแม้แต่น้อย จะมีก็เพียงฉากหลังที่หนนั้นท้องฟ้ามีจันทร์กระจ่างใสลอยเด่น แต่ยามนี้กลับเป็นหมู่ดาวพราวระยับเต็มนภา

 


นภสินธุ์ค่อยขยับตัวทรุดลงนั่งกับชานพาไล แล้วก็ต้องสูดปากร้องออกมาเบาๆ เมื่อความปวดแปลบแล่นสู่ท้องน้อย เสียงนั้นทำให้ธรณินทร์รู้ตัวว่าเขามีแขกแอบมานั่งฟังอยู่อีกคนหนึ่ง ชายหนุ่มจึงหยุดสีเครื่องสายแล้วรีบเข้ามาประคองร่างเล็ก ก่อนถามด้วยความอาทรทั้งน้ำเสียงสีหน้าและแววตา

 


เป็นยังไงบ้าง? เจ็บมากมั้ย?”

 


นภสินธุ์เอื้อมเกาะลำแขนแกร่งแล้วขยุ้มดึงรั้งแขนเสื้อคลุมแน่น ก่อนปิดตาเม้มริมฝีปากสักครู่ก็ค่อยผ่อนคลายลงแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก นัยน์ตาสีน้ำผึ้งแก่ช้อนมองร่างสูงที่นั่งลงเคียงข้าง แล้วเอนกายพิงเข้าหาพรัอมพูดเหมือนละเมอว่า

 


ถึงจะเจ็บ แต่ก็มีความสุขมากเลยฮะ”

 


ธรณินทร์จูบหน้าผากมนอย่างรักใคร่แล้วโอบร่างอีกฝ่ายเบามือ แนบใบหน้ากับกระหม่อมเล็ก

 


ฉันก็เหมือนกัน ไม่เคยสุขเท่านี้มาก่อน”

 


ในความเงียบสงบของราตรี ท่ามกลางเสียงแมลงร้องระบำ คนทั้งคู่นั่งตระกองกอดกันโดยไม่มีใครปริปากเอื้อนเอ่ย คล้ายไม่ต้องการทำลายบรรยากาศอันเงียบสงบนี้

 


แต่ในที่สุดนภสินธุ์ก็เป็นคนเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นด้วยการถามคำถามที่ค้างคาในใจมาตลอดอาทิตย์

 


คุณบอกผมได้รึยังฮะว่าทำไมอาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์ถึงหายไปและไม่รับการติดต่อจากผมเลย?”

 


ธรณินทร์ก้มหอมพวงแก้มนิ่มทีหนึ่งก่อนจะย้อนถามไปว่า

 


แล้วเธอรู้ตัวมั้ยว่าตลอดสองสามเดือนที่ผ่านมาเธอทำตัวยังไง?”

 


เมื่อเห็นแววฉงนในดวงตากลมโต คนมองก็คลี่ยิ้ม

 


ฉันรู้ว่าเธอเริ่มเติบโตขึ้น ยิ่งพอเข้ารั้วมหาวิทยาลัยก็ยิ่งอยากทำตัวเป็นผู้ใหญ่โดยไม่ต้องพึ่งพิงใคร และอยากห่างจากอ้อมอกพ่อแม่”

 


อืม”

 


และสิ่งหนึ่งที่เธอทำเพื่อยืนยันว่าตัวเองโตแล้วคือการเข้าสู่สังคมเพื่อน บางทีไปค้างอ้างแรมนอกบ้านสองสามวัน ฉันโทรไปหาเธอก็แค่พูดด้วยนิดหน่อยแล้วตัดบทไป”

 


หือ?” สีหน้าคนฟังมีแววคำถาม “ผมเคยทำยังงั้นด้วยเหรอ?”

 


ชายหนุ่มบีบปลายจมูกเล็กเบาๆ อย่างเอ็นดู

 


เมื่ออาทิตย์ก่อนเธอยังพูดเองด้วยซ้ำว่าอยู่กับฉันที่เรือนไทยนี่น่าเบื่อ”

 


หา!?” คราวนี้นภสินธุ์ถึงกับอุทานออกมา

 


จำไม่ได้อีกล่ะสิ?”

 


เมื่อเห็นเด็กหนุ่มหน้าจ๋อยลง ธรณินทร์ก็หัวเราะขบขัน

 


เอาน่า ฉันไม่ถือสาหรอก ฉันเองก็เคยอยู่ในช่วงวัยรุ่น รู้ดีว่าวัยนี้อยู่ในการปรับตัว อีกอย่างลึกๆ ในใจเธอแล้วอาจวิตกอยู่ก็ได้ว่าถ้าหากคบกับฉันต่อไปแล้วถูกทางบ้านจับได้จะเป็นยังไง และยังสังคมการทำงานในอนาคตอีกล่ะ”

 


คราวนี้นภสินธุ์ถึงกับอึ้งไป ก่อนจะถามด้วยเสียงอ่อยๆ เหมือนเด็กถูกผู้ใหญ่จับผิดได้ว่า

 


คุณรู้ได้ไงว่าผมคิดอย่างงั้น?”

 


ชายหนุ่มจึงบอกให้เขามองตา แล้วถามกลับว่า

 


แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นจริงล่ะ? ถ้าวันหนึ่งทางบ้านเธอจับได้ หรือเธอเข้าทำงานแล้วถูกเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานรู้ว่าเธอคบกับฉัน เธอจะทำยังไง?”

 


หลังจบคำถามความเงียบก็แผ่เข้าครอบคลุม ธรณินทร์ใจหายเมื่อนภสินธุ์หลบตาด้วยทีท่าครุ่นคิด แต่แล้วก็ถอนใจเมื่อเด็กหนุ่มเงยหน้ามองสบตากับเขาแน่วแน่

 


ต่อให้เป็นอย่างนั้นผมก็จะไม่เลิกรักคุณ”

 


ชายหนุ่มอดไม่ได้ ต้องประคองดวงหน้าอีกฝ่ายเข้ามาแนบจูบอย่างอ่อนหวาน เนิ่นนานก่อนคลายออก แล้วโอบร่างเล็กเข้ากอดพร้อมกระซิบริมหู

 


ฉันก็ไม่มีวันปล่อยเธอไปเช่นกัน”

 


เสียงน้ำที่ค้างตามชายคาร่วงหล่นกระทบพื้นชานดังเปาะแปะ ธรณินทร์กกกอดร่างในอ้อมแขนไว้แบบนั้นชั่วครู่ ก่อนขยับลุกอุ้มขึ้นพากลับเข้าห้อง

 


เมื่อแผ่นหลังสัมผัสเตียงนภสินธุ์ก็พริ้มตารับจูบที่เต็มไปด้วยความรักอันแผ่วเบา ชายหนุ่มขยับจัดผ้าคลุมห่มให้ถึงอกโดยตัวเองก็สอดตัวนอนเคียงข้างด้วย แล้วเอื้อมมือปรับโคมไฟหัวเตียงให้หรี่แสงลง ก่อนหันกลับมาลูบหน้าผากเด็กหนุ่ม เสยเส้นผมนุ่มให้อย่างเบามือ แล้วประทับจูบลงบนหน้าผากมนเนียน

 


วันนี้เป็นวันที่ฉันจะจารึกไปชั่วชีวิต”

 


ผมก็จะประทับช่วงเวลานี้ในความทรงจำตลอดไปเช่นกัน”

 


ธรณินทร์คลี่ยิ้มละไม ดวงตาทอประกายความรักความหวงแหนจนนภสินธุ์เต็มตื้น ต้องขยับเข้ากอดอกกว้างกำยำไว้แล้วถามอย่างออดอ้อนว่า

 


คุณยังจำได้มั้ยว่าเมื่อก่อน….ก่อนนอนคุณจะทำอะไรบางอย่างให้ผม?”


คนถูกถามเลิกคิ้ว ปลายนิ้วเขี่ยพวงแก้มนิ่มก่อนตอบด้วยรอยยิ้มกริ่มว่า



หรือว่าอยากอีก?”


แหย่จบก็ต้องร้องโอยเมื่อโดนหยิกเข้าให้เต็มแรง ชายหนุ่มมองดวงตากลมโตที่ส่งค้อนอันเบ้อเร่อให้อย่างขบขำ ก้มหอมแก้มนุ่มฟอดใหญ่ ก่อนขยับกอดร่างบอบบางไว้อย่างอ่อนโยน พร้อมทั้งกุมมือเล็กไว้ในอุ้งมือตน



จำไว้นะคนดี ไม่ว่าหลับหรือตื่น ฉันจะอยู่เคียงเธอเสมอ จะไม่ปล่อยให้ทุกข์ให้โศก เราจะไม่พรากจากกันอีกนะนภนะ


นภสินธุ์ยิ้มบางรับคำในลำคอแผ่วเบา รับรู้ถึงริมฝีปากอุ่นที่แนบประทับหน้าผากพร้อมได้ยินเสียงเพลงขับกล่อม บทเพลงไทยเดิมคุ้นหูที่คุณใหญ่มักจะร้องให้เขาฟังเสมอยามอยู่ด้วยกันที่เรือนไทยในกาญจนบุรีเมื่ออดีตร้อยกว่าปีที่แล้ว



เจ้านกขมิ้นเหลืองอ่อน
ค่ำแล้วเจ้าจะนอนที่รังไหน
นอนไหนนอนได้
สุมทุมพุ่มไม้ที่เคยนอน

ดอกเอ๋ย
ดอกขจร
นกขมิ้นเหลืองอ่อน
ค่ำแล้วจะนอนไหนเอย
โอ้เจ้านกขมิ้นเอย
เชิญเจ้าผินโผจู่มาสู่เหย้า
นอนในกรงทองของเรา
จะคอยเฝ้าถนอมกล่อมนอน
จะมิให้เจ้ามีที่โศกเศร้า
จะโลมเล้าเจ้าขมิ้นเหลืองอ่อน

ดอกเอ๋ย
เจ้าดอกรักซ้อน
เชิญเจ้าผินบินจร
มาสู่ที่นอนเรียมเอย
หรือเจ้าของเขามีอยู่ที่ไหน
จงบอกให้แจงในฤทัยพี่
หรือเจ้าเปล่าคู่อยู่เอกี
เจ้าช่อสารภี เจ้าปักษี งามนักเอย

 
จบ 

.....................................................


ตั้งแต่ต้นปีนี้จนถึงเช้าวันนี้   มี email ถูก ส่งมาร้องขอให้รีปริ้นท์เรื่องนี้รวม 17 ฉบับ  (ไม่นับรวมปีก่อนๆ หน้านี้)  จึงอยากใช้โอกาสนี้บอกกล่าวว่า     เรื่องรีปริ้นท์นี้หาโอกาสเป็นไปได้ยากเต็มทีเนื่องจากการพิมพ์หนังสือแต่ละ ล็อตใช้เงินจำนวนมากอยู่   อีกอย่างนี่เป็นการร่วมทุนกับทาง Majo  ซึ่งหากไม่มีการกดปุ่มโอเคทั้งสองฝ่ายงานคงออกมาไม่ได้  


ถึงแม้ในใจเราอยากทำการรีปริ้นท์    หากต้องยอมรับความจริงที่ว่าในการพิมพ์ครั้งแรกนั้น    นิยายเรื่องนี้ไม่ได้ขายดีชนิดวางแผนแล้วหมดภายใน 1-2 เดือนอย่างนิยายขายดีทั่วไป   หากใช้เวลาร่วมปีกว่าจะหมด    ซึ่งทำให้ใช้เวลานานมากกว่าจะได้ทุนคืน     และหากจะหาทุนที่ใหม่เพื่อรีปริ้นท์นั้น    ได้มีคนมาเสนออยู่เหมือนกัน   แต่ด้วยความที่เรากับทาง Majo คบหาเป็นเพื่อนมาไม่ต่ำกว่า 15 ปี    จึงรู้สึกไม่เหมาะสมที่จะเอางานตรงนี้ไปให้ที่อื่นทำ   ทั้งนี้เพราะ Majo เป็นคนที่ร่วมหัวจมท้ายด้วยกันมาตลอด   (ช่วยเหลือแนะนำ  ตรวจบรู้ฟ  หาข้อมูล ให้กำลังใจ)

ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่ยังให้ความสนใจต่อนิยายเรื่องนี้     และขอโทษอย่างมากที่ไม่อาจตอบสนองความต้องการในการรีปริ้นท์ได้   (แต่....นี่เป็นสิ่งที่เกิด ณ ปัจจุบัน   ในอนาคตนั้นไม่แน่นอน  บางที Majo อาจตัดสินใจรีปริ้นท์ก็ได้นะ )

 


 

 

 

 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

คิดถึงจังเลยค่ะ เหมือนได้ย้อนอดีตกลับไปสมัยยังสาว (นี่ผ่านมานานขนาดนั้นแล้วเร้อออออ)ขอบอกว่า ชอบๆๆๆ เรื่องนี้มากๆ เลย ทำให้เราตัดสินใจว่า แนวนิยายวายที่ชอบที่สุดก็ต้องไทยย้อนยุคนี่ล่ะ!

แต่แอบกระซิบว่า ชอบ 'พี่ต้น' ของเวอร์ชั่นเก่าอยู่เหมือนกันนะคะ (เพราะหื่นกว่า?)

#1 By อคาชา+นะโอ on 2009-05-05 10:52

คิดถึงจัง
เป็นนิยายเรื่องแรกที่ลูอ่านเลยนะคะเนี่ย

#2 By Luscinia on 2009-05-05 10:57

คิดถึงเรื่องนี้จังเลยค่ะ ตอนนี้ก็ยังเก็บไว้อย่างดีเลย

#3 By gallantfoal on 2009-05-06 00:22

เป็นเรื่องที่่อ่านแล้วอ่านอีกกกก อ่านกี่ทีก็ยิ้ม
คิดไปต่างๆนานาถึงอนาคตของทั้งสองคน โฮก ชอบมากค่ะ

/แอบเหล่หันไปมองหนังสือ

โฮกก รูปสวยยยคุณใหญ่หล่อโฮก

#4 By Pommies on 2009-05-06 13:35

\'จำไว้นะคนดี ไม่ว่าหลับหรือตื่น ฉันจะอยู่เคียงเธอเสมอ จะไม่ปล่อยให้ทุกข์ให้โศก เราจะไม่พรากจากกันอีกนะนภนะ\'

ชอบประโยคนี้ที่สุดเลย เป็นประโยคที่บ่งบอกถึง เพรงกาล มากๆเลย

ถึงจะเสียดายที่คุณพู่ไหมไม่มีโปรแกรมรีปริ้นท์เรื่องนี้อีก
แต่ก็จะรอนะคะ เชื่อว่าต้องรีปริ้นท์สักวันค่ะ

#5 By panpanjin (96.240.170.243) on 2009-05-07 08:01

งั้นขอเป็นอีกหนึ่งเสียงที่อยากขอให้รีปรินท์นะค๊ะ
ถึงโอกาสจะเป็นไปได้ยากก็ตาม

มีโอกาสได้อ่านเพรงกาล แล้วก็ตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้นทันที พยายามที่จะตามหามือสองมาหลายเดือนแล้ว หายากมากค่ะ ส่วนมากคนที่มี เขาจะบอกว่า "ขอโทษนะค๊ะ ไม่ขายค่ะ อยากเก็บ" ไม่รู้จะตื้อยังไงดี

เป็นนิยายในดวงใจอีกหนึ่งเรื่องจริง ๆ ค่ะ

ขอบคุณที่แต่งนิยายดีดีมาให้อ่านนะค๊ะ
ไม่ว่าจะมีโอกาสรีปรินท์หรือไม่
ก็ขอเป็นกำลังใจให้ผู้แต่งค่ะ
ตัวเองก็จะพยายามหาซื้อมือสองต่อไปค่ะ

question

#6 By poompuice on 2009-05-08 09:51

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ไม่คิดว่าจะได้อ่านนะคะเนี่ย รักพี่พู่ที่สุดเลย

#7 By สาวกเฮอร์+เดรโก (118.172.116.144) on 2009-05-17 22:56

พี่ท่านขา...จำได้ว่าตอนอ่านตั้งแต่สมัย ACHO แล้วระริกระรี้อยู่คนเดียว...

แต่ตี้ก็เข้าใจค่ะ ว่าการรวมเล่มนิยายใช้เงินปริมาณมากอยู่ (ตี้ก็เคยต้องขอยืมท่านแม่มาทำทุนอยู่ครั้งหนึ่ง) ตอนที่รวมเล่ม FATE ครั้งที่สอง

ปัจจุบันตลาดวายในเมืองไทยเป็นอย่างไรบ้างตี้เองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน (ห่างหายมาจะสามปีแล้ว) แต่คิดว่าน่าจะเปิดกว้างกว่าในอดีตในระดับนึงทีเดียว (หรือปิดกว่าเดิมคะท่านพี่?)

ถ้าพิมพ์ลอตหน้าอาจจะเอาสักหลักสามร้อยถึงห้าร้อยเล่มขึ้นไปก่อนเป็นอย่างไรค่ะพี่ท่านembarrassed

#8 By Arthy on 2009-06-07 01:27

คิดถึงจังเลยค่ะ ทั้งคุณพู่ไหมและเพรงกาล
ไม่ได้เข้ามาเยี่ยมบล็อกหลายเดือน
ดีใจที่เห็นคุณพู่ไหมอัพบล็อกหลายเรื่องเลย

อิอิ รู้สึกตัวเองก็อินเทรนยังไงไม่รู้ ก็เมื่อปีที่แล้ว เป็นคนหนึ่งที่ส่งไปเมลอ้อนวอนให้รีพริ้นท์เพรงกาล แล้วคุณพู่ไหมก็ใจดีมากกกกก

#9 By aorpp (117.47.62.38) on 2009-06-12 22:53

เล่มนี้มีเก็บที่บ้านค่า cry
แหม เห็นแล้วก็ชวนให้หยิบมาอ่านอีกรอบจริงจัง
แต่บังเอิญอาทิตย์หน้าสอบติดกันรวดสี่วัน
ปีสามมันช่างทรมานอะไรเช่นนี้ เฮ้อ..
ไว้สอบเสร็จจะตะลุยเพรงกาลอีกรอบดีกว่า big smile

#10 By Kes (124.122.151.238) on 2009-07-12 13:19

อ่านกี่ทีกี่ทีก็ยังชอบค่ะ เรื่องนี้

ได้มาเล่มหนึ่งก็เก็บอย่างดีเลยค่ะ กลัวมันจะเก่า

ไว้จะรออ่านนิยายของคุณ พู่ไหม เรื่องอื่นๆนะคะ

#11 By toey-toeyy on 2009-10-16 11:03