เพรงกาลตอนท้าย (ตัดทอนจากนิยาย)
posted on 05 May 2009 10:41 by bjforever in fiction
เพรงกาล (ตัดทอนจากในนิยาย)
ผู้แต่ง พู่ไหม
เรท NC-17
X posted at fongfei
อธิบาย เป็นการดึงจากตอนสุดท้ายในนิยายออกมาแปะสำหรับคนที่ไม่เคยอ่านได้อ่าน
เสียงจอแจของเหล่าหนุ่มสาวในรั้วมหาวิทยาลัยไม่ได้เข้ามารบกวนชายหนุ่มที่แอบงีบบนเก้าอี้ยาวใต้ร่มไม้ใหญ่
เขามาแอบนอนอยู่ตรงนี้นานพอสมควรเพราะได้นัดแนะกับคนที่นัดหมายไว้ว่าหลังอีกฝ่ายเรียนจบคาบวิชาให้มาเจอกันตรงจุดนี้
เสียงฝีเท้าเหยียบพื้นทางเดินดังตรงมาเรื่อยๆ
แล้วสัมผัสแผ่วเบาที่แนบแก้มเพียงผิวเผินก็ปลุกให้คนที่นอนอยู่ต้องลืมตามองด้วยรอยยิ้ม
“โทษทีฮะที่ให้คอยจนหลับ”
คนพูดเป็นเด็กหนุ่มในชุดนักศึกษา
ผมที่เคยตัดสั้นแบบรองทรงปล่อยยาวและซอยระต้นคอ
นภสินธุ์นั่งในลักษณะคร่อมตัวกับเก้าอี้
วางเป้ลงบนโต๊ะ
“วันนี้โดนให้รายงานซะอ่วม
เลยเลิกช้าหน่อย”
ธรณินทร์บิดกายเล็กน้อย “ไม่เป็นไร
ดีที่อากาศไม่ร้อนมาก
กำลังสบายเลย”
“ผมโทรเข้ามือถือคุณตั้งหลายหนไม่เห็นเปิด”
ชายหนุ่มเลิกคิ้วก่อนสำรวจมือถือตัวเอง
ปรากฏว่าแบตเตอรี่หมด
จากนั้นจึงชวนเด็กหนุ่มให้ขึ้นรถที่จอดอยู่ใกล้ๆ
เพื่อออกเดินทาง
แต่นภสินธุ์กลับเพียงแค่ลุกขึ้นยืนแล้วมองตามคล้ายอยากจะพูดอะไรแต่อ้ำอึ้งไว้
เมื่อธรณินทร์สตาร์ทเครื่องยนต์ร่างเล็กก็ยังยืนอยู่กับที่
เขาจึงถามอย่างแปลกใจ “มีอะไร?”
“คือ...”
นภสินธุ์เสยผมแก้เก้อพลางมองไปอีกทาง
ก่อนหันกลับมามองคนที่นั่งประจำที่คนขับเปิดประตูรถค้างไว้
“ผม…ผมเพิ่งนัดกับเพื่อนว่าจะไปดูหนังกัน….”
ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย "แต่เรานัดกันไว้ก่อน”
นภสินธุ์อึกอักพลางมองไปยังกลุ่มเพื่อนที่จับกลุ่มยืนคอยกันร่วม
5
- 6 คน
ธรณินทร์เห็นดังนั้นก็ลอบถอนใจก่อนจะเรียกอีกฝ่ายให้เข้ามาหา
เมื่อเด็กหนุ่มเข้ามาในระยะประชิด
เขาก็จับข้อมือเล็กดึงรั้งตัวลงมา
แล้วยืดกายขึ้นหอมแก้มนุ่มฟอดใหญ่ก่อนส่งยิ้มให้
“ไปกับเพื่อนแล้วกัน
กับฉันยังมีเวลาอีกเยอะ”
ดวงหน้าขาวเปลี่ยนเป็นสีแดงซ่าน
พยักรับหงึกหงักแล้ววิ่งไปคว้าเป้บนโต๊ะก่อนหันมาโบกมือให้ด้วยสีหน้าชื่นบาน
“ไว้โอกาสหน้าค่อยแก้ตัวนะฮะ”
พูดจบก็วิ่งเข้าหากลุ่มเพื่อนทันที
ธรณินทร์ดับเครื่อง
นั่งมองจนกลุ่มของนภสินธุ์ลับสายตาไปอย่างครุ่นคิดแล้วจึงสตาร์ทเครื่องยนต์ใหม่อีกครั้ง
เข้าช่วงบ่ายแก่การจราจรก็เริ่มติดขัด
รถราบนถนนในกรุงเทพฯ
เบียดเสียดกันแย่งชิงไปให้ถึงจุดหมาย
แต่ไม่ว่าจะเป็นรถหรูหราหรือสัปรังเคแค่ไหนก็เหยียบได้ไม่เกิน
50
กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีรถเก่ารุ่นคุณปู่มาจอดเทียบรัศมีกับรถหรูราคาสูงลิบจนน่าใจหาย
ธรณินทร์
ปล่อยคันเร่งเพื่อเหยียบเบรคอีกครั้งเมื่อสัญญาณไฟที่เป็นสีเขียวเมื่อครู่
เปลี่ยนเป็นแดงอีกรอบโดยรถของเขายังเขยื้อนไปได้ไม่เท่าไหร่
ชายหนุ่มเอื้อมมือกดเปิดเพลงเบาๆ
จากเครื่องเล่นแผ่นซีดีในรถเพื่อลดบรรยากาศเคร่งเครียดบนท้องถนน
ธรณินทร์ถอนใจกับตัวเองเบาๆ ถ้าฝนตกโดยที่เขายังไม่พ้นจากการจราจรบริเวณนี้ละก็ เชื่อขนมกินได้เลยว่าจะต้องติดไปอีกนานทีเดียว นี่ถ้าเบาะข้างกายมีนภสินธุ์นั่งคู่มาด้วยคงไม่น่าเบื่อเท่าไหร่นึกแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าหมู่นี้รู้สึกเหมือนนภสินธุ์จะหมางเมินกับเขา เหมือนมีกำแพงบางอย่างมากั้นขวางไว้
เม็ดฝนเริ่มเปาะแปะต้องกระจกหน้ารถ
และเพียงชั่วไม่กี่วินาทีฝนห่าใหญ่ก็สาดเทลงมาราวฟ้ารั่ว
นิ้วมือเรียวกดปุ่มเปิดไม้ปัดน้ำฝนแล้วมองสายฝนที่กระหน่ำลงมา
ตั้งแต่นภสินธุ์เข้าเรียนขั้นมหาวิทยาลัย
ธรณินทร์ก็เริ่มจับได้ถึงความเหินห่างของเด็กหนุ่ม
นภสินธุ์เริ่มติดเพื่อนมากขึ้น
ช่วงวันหยุดแม้จะมาคลุกคลีกับเขาหรือมีนัดไปเที่ยวกัน
แต่ในวันธรรมดาหรือแม้ในวันที่ไม่มีเรียนเด็กหนุ่มมักจะหายไปกับฝูงเพื่อนเสมอ
แล้วความคิดก็สะดุดลงเมื่อรถคันหลังบีบแตรไล่
ธรณินทร์รีบเข้าเกียร์ออกรถ
และก็เป็นอย่างที่คิด
แม้จะพ้นแยกนี้ไปได้แต่ทางที่จะไปข้างหน้าก็ติดหนึบจนหางแถวแทบจะอยู่กลางสี่แยกพอดี
ชายหนุ่มถอนใจอย่างเบื่อหน่าย
กับคนที่ชินแต่ชีวิตสบายๆ
ในต่างจังหวัดอย่างเขา
กรุงเทพฯ ก็คือนรกดีๆ นี่เอง
ข้างนอกฝนยังกระหน่ำไม่หยุด
ไฟถนนเปิดให้แสงสว่างสีเหลืองส้ม
รถเกือบทุกคันเปิดไฟตัดหมอก
ทิวทัศน์รอบตัวมืดทะมึนราวกับเป็นเวลาเย็นย่ำ
เขาปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศเมื่อรู้สึกหนาวเกินไป
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น
พอเห็นหน้าปัดบอกชื่อคนโทรเข้าธรณินทร์ก็ยิ้มรับ
“คุณใหญ่ฮะนี่ผมนะ”
เสียงตามสายแว่วมาฟังแจ่มใส
“ตอนนี้ถึงไหนแล้ว?
รถติดมากมั้ยเอ่ย?”
“ยังไปไม่ถึงไหนเลย”
ธรณินทร์ตอบแล้วบอกชื่อแยกที่กำลังติดอยู่ให้ฟัง
“ว่าไงมีโปรแกรมดูหนังเรื่องอะไร?”
“ไม่ได้ตั๋วฮะ
เพื่อนมันงี่เง่าไม่ยอมจองล่วงหน้าตอนนี้เลยนั่งแหง่วติดอยู่ในห้าง
ข้างนอกฝนตกหนักมากเลยออกไปไม่ได้”
ชายหนุ่มมองทิศทางของถนนก่อนจะถามกลับไป “ฉันยังอยู่ไม่ไกลนะ
จะให้วนรถไปหามั้ย?”
ปลายสายเงียบไปนิดหนึ่งก่อนตอบว่า “ไม่ต้องฮะ
ผมอยู่กับเพื่อนเป็นฝูงเลย
รบกวนคุณด้วย”
คนฟังถอนใจเล็กน้อย
คล้ายกับรู้อยู่แล้วว่าจะต้องได้รับคำตอบแบบนี้แต่ก็ยังหยอดคำถามลงไป “แล้วสุดสัปดาห์นี้….”
“เหมือนเดิมฮะ
คุณไปตีพุงรอผมได้เลย ไปหาแน่”
คำตอบพาให้ชายหนุ่มยิ้มออก “อืม
แล้วเจอกันนะนบ”
“ฮะ
แล้วเจอกัน” จากนั้นก็มีเสียงจุ๊บดังมาเบาๆ
ก่อนวางหู พาให้คนได้รับจูบยิ้มขำ
หลังวางสายมุมปากค่อยปรากฏรอยยิ้มขึ้นจางๆ อย่างน้อยนภสินธุ์ก็ยังไปหาเขาที่กาญจนบุรีทุกสุดสัปดาห์ไม่มีเว้น เพียงแค่นี้ก็พาให้ใจชื้นขึ้นมาเป็นกอง
****************
ช่วงปีที่ผ่านมาเกือบทุกสิ้นสัปดาห์ธรณินทร์และนภสินธุ์มักมาค้างที่เรือนไทยหลังงาม
ดังนั้นเรือนหลังนี้จึงมีการดัดแปลงเพื่อให้เหมาะกับการอยู่อาศัยมากขึ้น
มีทั้งเดินสายไฟ
จัดทำห้องน้ำบนเรือนเพื่อความสะดวก
ดัดแปลงโรงม้าให้เป็นโรงจอดรถ
เรือนครัวกับเรือนบ่าวถูกรื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่เพราะของเดิมมีสภาพผุพัง
ขณะนี้เป็นยามเช้าแดดยังไม่จัดมาก
มื้อเช้าเพิ่งถูกยกเก็บไป
ธรณินทร์นั่งจิบกาแฟไปพลางอ่านหนังสือพิมพ์ไปพลาง
ขณะที่นภสินธุ์นั่งเล่นเกมส์ออนไลน์กับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ้คอย่างใจจดใจจ่อ
โดยมีเสียงภาษาอังกฤษรายงานข่าวรอบโลกจากจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ดังแทรกในความสงบของยามเช้า
ธรณินทร์วางถ้วยกาแฟลง
เหลือบสายตาไปยังคนที่นั่งอยู่หน้าเครื่องคอมฯ
บนโต๊ะกินข้าวแล้วถอนใจกับตัวเอง
“นภ
ใจคอคิดจะเล่นไอ้เกมส์นี้จนไม่คิดทำอะไรอื่นเลยรึไง?”
คนถูกถามเหลือบตามองยิ้มเผล่ให้
ก่อนตอบเสียงอ่อย
“ก็มันสนุกนี่นา
แล้วอยู่ที่นี่ก็เบื่อออก
ไม่มีอะไรทำ
ถ้าไม่พกโน้ตบุ้คมาเล่นเกมส์ผมคงเฉาแย่”
นภสินธุ์ตอบแล้วหันไปสนใจกับเกมส์ต่อโดยไม่ทันสังเกตปฏิกิริยาของอีกฝ่ายที่ถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ
ชายหนุ่มพับหนังสือพิมพ์ลงข้างตัวช้าๆ
ยกขาไขว่ห้างพลางนั่งมองเด็กหนุ่มอย่างพินิจ
แล้วเริ่มนึกถึงการเปลี่ยนแปลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
ตั้งแต่เข้าเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยได้เดือนเศษ
นภสินธุ์ก็เริ่มติดเพื่อนและบอกปัดนัดของเขาถี่ขึ้น
แม้จะมีการไปมาหาสู่กันทุกสิ้นอาทิตย์อย่างสม่ำเสมอ
แต่ก็มีกำแพงความห่างเหินบางเบาที่เด็กหนุ่มสร้างขึ้นกั้นระยะพวกเขาให้ห่างจากกัน
โดยในระยะแยกยังไม่เด่นชัดนัก
แต่พอนานวันเข้าระยะห่างนั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้นทุกที
ธรณินทร์ลูบคางหลับตาพริ้มอยู่ครู่หนึ่งก็ยิ้มออก
ก่อนลืมตามองนภสินธุ์ที่ยังวุ่นอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่เลิกด้วยแววหัวเราะ
แสดงความเข้าใจถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง
เห็นท่าเขาต้องลองเล่นบทอื่นดูบ้างแล้ว….ชายหนุ่มคิดในใจอย่างขบขัน
********
หลังจากวันนั้นเพียงแค่กลางสัปดาห์
ธรณินทร์ก็ยิ้มกริ่มให้กับตัวเองเมื่อวันนี้โทรศัพท์มือถือของเขามีสัญญาณโทรเข้าจากเครื่องของนภสินธุ์หลายหนตั้งแต่ช่วงสาย
ชายหนุ่มเคาะนิ้วกับโต๊ะอย่างสบายอารมณ์
เมื่อ
วันอาทิตย์ที่นภสินธุ์มาค้างด้วยนั้น
เขานึกอยู่เป็นครู่ถึงสาเหตุการเปลี่ยนแปลงของเด็กหนุ่ม
แล้วที่สุดก็ดูออกว่าสาเหตุที่ทำให้นภสินธุ์เปลี่ยนท่าทีจากเคยออดอ้อนเขา
กลายเป็นห่างเหินไปเป็นเพราะฝ่ายนั้นกำลังอยู่ในช่วงติดเพื่อนใหม่
ความคิดคำนึงย้อนไปในอดีตกาลที่เขาเคยเป็นบุตรหัวปีของพระยาวิจิตรคุณบริพัตร
และกำลังดำรงยศหลวงวิชิตชัย
ในช่วงที่นภสินธุ์หลงมิติเวลาไปพบกับเขานั้นเป็นช่วงที่เด็กหนุ่มเพิ่งอยู่ในวัยเริ่มโต
ยังต้องการที่พึ่งทั้งทางกายและใจ
เมื่อพบเขาที่ยอมผ่อนปรนให้ทุกอย่างนภสินธุ์จึงติดเขาแจ
และจากความสนิทสนมนั้นก็ผูกพันจนเกิดเป็นสายใยทางใจขึ้น
เมื่อ
มาถึงปัจจุบันที่เขาได้มาเกิดใหม่
ขณะที่นภสินธุ์ได้กลับมาใช้ชีวิตในสังคมของตัวเอง
การได้พบปะสังคมและเพื่อนฝูงในรุ่นเดียวกันประจวบกับอยู่ในวัยเปลี่ยนแปลง
จากเด็กสู่รุ่นหนุ่มทำให้นภสินธุ์หันไปติดสังคมใหม่ที่ได้รู้จักแทนโดยเฉพาะ
ในสังคมมหาวิทยาลัย
การเริ่มพ้นวัยพึ่งพิงอ้อมอกพ่อแม่เช่นนี้ยิ่งทำให้นภสินธุ์รู้สึกตัวว่าโต
พอจะรับผิดชอบตัวเองได้
จึงยิ่งพาตัวเหินห่างจากเขาโดยที่จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
ดังนั้นเขาจึงต้องทำอะไรสักอย่าง
‘อะไร’ ที่ว่านั่นคือการทำตัวห่างออกไปบ้างเพื่อให้นภสินธุ์ได้รู้สึกตัว และถ้าเขายังมีความสำคัญในหัวใจของเด็กหนุ่มอยู่บ้าง เชื่อได้ว่าไม่กี่วันนภสินธุ์ต้องรู้สึกถึงการห่างหายไปของเขาแน่นอน
*********
กลางทุ่งปศุสัตว์กว้างใหญ่ของตระกูลเจริญราชไมตรี
ธรณินทร์ในชุดคาวบอยบังคับม้าย่างเหยาะไปเรื่อยๆ
อย่างสบายอารมณ์และทักทายคนงานที่สวนมาบ้างเป็นระยะ
ในช่วงหน้าฝนแบบนี้ถือเป็นฤดูที่ให้อาหารม้าและวัวที่ดีที่สุดและลดต้นทุนเรื่องน้ำไปได้เยอะ
เพราะหญ้าจะเขียวชอุ่มไปด้วยน้ำฝนที่ตกตามฤดู
สำหรับพื้นที่กลางหุบเขาแบบนี้ฝนตกเกือบแทบทุกวันแถมยังชุกอีกต่างหาก
ปัญหาที่ต้องคอยระวังคือเรื่องสุขภาพของสัตว์สี่เท้าที่เลี้ยงเพื่อธุรกิจหลายพันตัวเหล่านี้
โดยไม่รู้ตัวธรณินทร์บังคับม้าเข้าเขตรีสอร์ทของตัวเอง
ในทุ่งกว้างเขียวขจีสลับไม้ใหญ่สายตาชายหนุ่มแลกวาดไปยังบริเวณที่เคยพบนภสินธุ์นอนสลบอยู่
มุมปากได้รูปจุดรอยยิ้มคะนึงหาขึ้น
ด้วยระยะเวลาที่ห่างกันร่วมร้อยปี ถ้าไม่ใช่เพราะพรหมลิขิตแล้วยังจะมีสิ่งใดอีกที่มีอานุภาพพอจะชักจูงให้นภสินธุ์ก้าวข้ามห้วงเวลาไปพบกับเขาเมื่อชาติก่อนได้
แล้วความคิดก็สะดุดลงเมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น
หน้าปัดบอกชื่อคนโทรเข้าคือนภสินธุ์
ธรณินทร์คลี่ยิ้มกับตัวเองพร้อมตั้งคำถามว่าเขาถ่วงเวลามาพอรึยัง...?
ขณะที่กำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะรับหรือไม่รับดี
ชายหนุ่มก็สะดุ้งอีกครั้งเมื่อมีเสียงตวาดดังก้องมาจนม้าที่ขี่อยู่พลอยสะดุ้งตกใจไปด้วย
ธรณินทร์ตบต้นคอม้าตัวเองปลอบหนักๆ
ก่อนเหลียวหาต้นเสียง
แล้วก็ต้องตาค้างเมื่อเห็นนภสินธุ์ควบม้ามุ่งหน้าเข้ามาด้วยความเร็วเต็มที่
สภาพของเด็กหนุ่มที่เห็นบอกได้เลยว่าคงเหนื่อยกับการควบม้าตามหาเขามาพอสมควร
เชิ้ตสีขาวที่สวมใส่อยู่เปียกเหงื่อจนบางส่วนแนบติดกับเนื้อตัว
ลูกผมตามหน้าผากชุ่มเหงื่อลู่ติดกันเป็นแพ
พวงแก้มแดงปลั่ง
ริมฝีปากสีแดงสดอ้าหอบน้อยๆ
ด้วยความเหนื่อย
และเหนืออื่นใดคือดวงตากลมโตคู่งามทอแววฉุนเฉียวอย่างเห็นได้ชัด
“คุณเป็นบ้าอะไร!!
ผมโทรหาตั้งหลายหนทำไมไม่ยอมรับสาย!!?”
พอเข้าถึงระยะประชิดนภสินธุ์ก็ขึ้นเสียงทันทีจนม้าที่ตัวเองขี่อยู่และม้าของชายหนุ่มสะดุ้ง
เด็กหนุ่มสถบเบาๆ
เพื่อบังคับม้าให้อยู่นิ่งๆ
ขณะดวงตาวาวยังไม่ละจากใบหน้าคู่กรณี
“ไม่ใช่แค่วันนี้นะ แต่อาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์ผมกดจนมือแทบหงิก บอกเหตุผลมาเลยไม่งั้นมีเรื่องแน่!!”
ขณะที่คนแผดเสียงอยู่ในอารมณ์หาเรื่องเต็มที่
คนฟังกลับคลี่ยิ้มละมุนตามแบบฉบับ
แล้วตะล่อมด้วยเสียงอ่อนโยน
“ถือว่าฉันผิด
แต่ฉันแค่อยากรู้ว่าเธอยังคิดถึงฉันอยู่อีกรึเปล่า”
นัยน์ตาเด็กหนุ่มถลึงวาววับ “ผมจะคิดถึงหรือไม่คิดถึงแล้วมันเกี่ยวอะไรกับการไม่รับมือถือ!!?”
แม้นภสินธุ์จะขึ้นเสียงตะคอกแต่ชายหนุ่มหาถือสาไม่
กลับบังคับม้าย่างถอยห่างไป
ทำให้อีกฝ่ายต้องกระตุ้นม้าเดินตามโดยปากยังคงต่อว่าอีกยืดยาวเป็นชุดอย่างไม่รู้จักเหนื่อย
ครู่หนึ่งธรณินทร์ก็หยุดม้าลงแล้วถามด้วยน้ำเสียงละมุน
“ยังจำที่ตรงนี้ได้มั้ย?”
เด็กหนุ่มหุบปากเหลียวมองรอบบริเวณ
ก่อนจะเบิกตาโพลงอย่างนึกขึ้นได้
ธรณินทร์กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ดวงตาทอดมองรอบบริเวณคล้ายคะนึงหา
“ฉันก็แค่มาระลึกความหลังว่าถ้าตอนนี้ไม่ใช่เพราะโชคชะตาลิขิตไว้เราคงไม่ได้มาเจอกัน”
นภสินธุ์นิ่งไปบ้างและชักม้าขึ้นเคียงคู่กับชายหนุ่ม
ก่อนเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนอ่อยคล้ายสำนึกผิดที่ตัวเองเอาแต่ตะคอกเหมือนคนไร้เหตุผล
“คุณใหญ่ฮะ…ผม…”
“ฉันดีใจนะที่เธอโทรหาฉันและทนไม่ไหวจนมาหาถึงที่นี่”
ธรณินทร์ตัดบทแล้วยิ้มอ่อนโยนให้ตามแบบฉบับ
นัยน์ตากลมโตคล้ายมีดาวพร่างพราย
สีหน้าแดงซ่าน
เขามักแพ้ต่อรอยยิ้มละไมและน้ำเสียงนุ่มทุ้มของชายหนุ่มเสมอมา
ธรณินทร์เหลือบมองนาฬิกาข้อมือ
เมื่อเห็นว่าใกล้เที่ยงแล้วจึงชักชวนนภสินธุ์ให้กลับไร่
**********
ตก
บ่ายวันเดียวกันนภสินธุ์ก็ชวนธรณินทร์ไปค้างที่บ้านเรือนไทยโดยให้เหตุผลว่า
เคยชินกับเรือนใหญ่ที่นั่นมากกว่าบ้านไม้กึ่งโบราณกึ่งสมัยใหม่ที่ฟาร์มปศุ
สัตว์แห่งนี้
ระหว่างทางไปแทนที่จะนั่งรถทั้งคู่กลับเลือกเดินทางด้วยม้า
เพราะระยะทางไม่ไกลนัก
แถมอากาศยามบ่ายแก่ก็กำลังสบาย
แม้จะมีแดดจ้าแต่ก็มีไม้ใหญ่ขึ้นตามริมทางหนาแน่นพอจะกลบความร้อนแรงลงได้
อีกอย่างในฤดูฝนแบบนี้ลมค่อนข้างแรง
แถมมักพาไอเย็นจากหุบเขามาด้วยพาให้อากาศยามนี้ค่อนข้างสดชื่น
ทั้งที่อยู่ในยุคสมัยซึ่งทุกอย่างเจริญก้าวหน้า ทว่าหนทางระหว่างฟาร์มปศุสัตว์กับเรือนไทยกลับคล้ายย้อนไปในอดีตที่แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นาข้าวผืนใหญ่ยังคงผลิตเมล็ดข้าวพันธุ์ดีอยู่เช่นเดิม ระหว่างทางยังสวนทางกับชาวบ้านตอนวัวควายออกกินหญ้า แม้จะมีบ้านเรือนขึ้นหนาตาและมีเสาไฟฟ้ากับสายไฟระโยงระยาง แต่ก็แทบไม่มีผลอะไรกับทัศนียภาพ ถ้าทำใจลืมๆ ไปเสียได้จะไม่นึกด้วยซ้ำว่านี่เป็นโลกในยุคโลกาภิวัฒน์แล้วไม่ใช่ยุคเรอเนสซองส์ของไทยเมื่อร้อยกว่าปีก่อน
ก่อนถึงอาณาเขตตัวเรือนเกือบสองกิโล
ทางหุบเขาด้านหลังก็เกิดเมฆทะมึนเคลื่อนตัวอ้อยอิ่งบดบังแสงแดดที่แผดกล้าอยู่เมื่อครู่จนจางหาย
ลมเย็นที่พัดมาหอบกลิ่นไอฝนและดินมาด้วย
ฟ้าแลบแปลบหนึ่ง
หลังจากผ่านไปสองสามวินาทีท้องฟ้าก็กระหึ่มคำราม
คราวนี้จากลมที่โชยเอื่อยกลับกลายเป็นแรงขึ้นพร้อมทั้งหอบเอาละอองฝนโปรยประปราย
พาให้คนทั้งคู่ต้องเร่งควบม้าเพื่อให้ถึงเรือนทันก่อนห่าฝนจะมาถึง
โชคดีที่ทั้งสองสามารถถึงตัวเรือนและให้คนงานนำม้าไปไว้คอกก่อนที่ฝนจะเทลงมาได้ทัน
แต่ถึงกระนั้นเนื้อตัวก็ยังเปียกจากละอองฝนที่โปรยมาอยู่ดี
ดังนั้นธรณินทร์จึงไล่ให้นภสินธุ์ไปอาบน้ำเสียก่อนที่จะเป็นหวัด
แม้จะเพิ่งเป็นยามบ่ายแก่ๆ
แต่ฟ้าทะมึนกับฝนที่ตกหนักทำให้บรรยากาศอึมครึมราวกับเป็นช่วงใกล้พลบ
นภสินธุ์เรียกธรณินทร์ที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จออกมาจากห้องน้ำให้มากินของว่าง
“ผมรู้สึกเรือนไทยนี่มันโหวงๆ
นะครับ โดยเฉพาะเวลาอากาศแบบนี้” นภสินธุ์เปิดฉากขึ้นก่อน
“น่ากลัวหรือ?”
คนถูกถามมองรอบตัวก่อนไหวไหล่ตอบ “เปล่าฮะ
ผมหมายถึงความครื้นเครงน่ะ
เมื่อก่อนเรือนของคุณเต็มไปด้วยคนนั่งรวมเป็นกระจุกทำโน่นทำนี่ไม่ต่ำกว่าสิบคน
แต่เดี๋ยวนี้สิบนเรือนมีคนรับใช้ประจำแค่สองเอง
ถ้ารวมคนครัวคนรถด้วยก็อีกแค่สาม”
ชายหนุ่มเอนหลังพิงเบาะนุ่มตามสบาย
“เธอคิดว่านี่มันยุคไหนกันเจ้าหนู
สมัยนี้ค่าจ้างไม่ใช่ถูกๆ
นะ
ยิ่งถ้าเป็นคนงานที่รู้งานด้วยแล้วยังแพงกว่าเงินเดือนคนทำงานนั่งโต๊ะซะอีก”
“รู้น่า”
นภสินธุ์ตอบเสียงยานแล้วยื่นหน้าอ้าปากงับองุ่นแดงที่ชายหนุ่มกำลังจะส่งเข้าปาก
คนถูกขโมยองุ่นไปต่อหน้าขมวดคิ้วเล็กน้อย
ขณะที่ดวงตาของอีกฝ่ายวาววับด้วยความซุกซนก่อนหลิ่วตาให้เป็นเชิงอวดความเก่งของตัวเอง
ธรณินทร์ยิ้มขำก่อนหยิบองุ่นอีกเม็ดเข้าปาก
ปลายนิ้วเรียวเชยคางเด็กหนุ่มขึ้นแล้วแนบริมฝีปากประกบแผ่วเบาพาให้นภสินธุ์เบิกตากว้าง
แต่ก็เพียงชั่ววินาทีก่อนพริ้มตารับจุมพิตรสองุ่นหวาน
น้ำองุ่นไหลซึมจากมุมปากของเขา
ธรณินทร์จึงไล้ปลายลิ้นนุ่มเลียน้ำองุ่นตามไปจนถึงปลายคาง
ฟังเสียงหัวเราะในลำคอด้วยความจั๊กจี้ของนภสินธุ์อย่างเอ็นดู
ชายหนุ่มขยับแนบหน้าผากจรดกับหน้าผากอีกฝ่ายอย่างละมุนละม่อม
สายตาสองคู่สบประสานกันเต็มไปด้วยความวาบหวามและความรู้สึกในอารมณ์ที่กำลังเริ่มตื่นตัว
ใบหน้านภสินธุ์แดงซ่านอย่างห้ามไม่อยู่พร้อมหัวใจที่เต้นระรัวแทบไม่เป็นส่ำ
อุ้งมือใหญ่ประคองช้อนดวงหน้าของเด็กหนุ่มแล้วแนบจูบหอมหวานอีกรอบ
ลำนิ้วเรียวแข็งแกร่งไล้เขี่ยติ่งหูและนวดแถวต้นคอเล็กแผ่วเบา
เมื่อถอนริมฝีปากออกปลายนิ้วเรียวก็ยกปิดริมฝีปากนุ่ม
สองตาประสานสบกันอีกครั้ง
มุมปากได้รูปของธรณินทร์หยักยิ้มละมุนก่อนไล้ปลายนิ้วเข้าไปยังกลีบปากอิ่มแตะสัมผัสเล่นกับลิ้นนุ่มของเด็กหนุ่มแผ่วเบา
เขาก้มขบติ่งหูเล็ก
สูดดมกลิ่นหอมอ่อนของแชมพูปนสบู่อย่างพึงใจ
ส่วนมืออีกข้างแตะสัมผัสยอดอกเล็กผ่านเชิ้ตตัวบางที่อีกฝ่ายสวมใส่
ก่อนแนบทาบเต็มฝ่ามือเพื่อสัมผัสถึงแรงเต้นถี่ของหัวใจภายใต้
สัมผัสนั้นพาให้นภสินธุ์สะท้านทั้งตัว สองมือยันไหล่หนาไว้คล้ายต้องการที่พึ่งพิง เขาคิดจะครางแต่ก็ติดที่ปลายนิ้วแข็งแรงซึ่งกำลังไล้เล่นกับปลายลิ้นของตนอยู่ เปลือกตาบางหลับพริ้มพาตัวให้เคลิ้มไปกับสัมผัสของชายหนุ่ม แล้วก็ต้องสะดุ้งขมวดคิ้วพร้อมยกเข่าขึ้นอัตโนมัติเมื่อหนนี้อุ้งมือร้อนจัดเลื่อนลงวางนาบกับจุดกระตุ้นอารมณ์ ปลายฟันขาวขบกับข้อนิ้วแข็งแรงอย่างควบคุมไม่อยู่
ธรณินทร์ดึงปลายนิ้วออกจากริมฝีปากของนภสินธุ์แล้วแนบจูบดื่มด่ำแทนโดยไม่เปิดโอกาสให้เจ้าตัวร้องครางหรือประท้วงใดๆ
ทั้งสิ้น
ฝ่ามือใหญ่ที่วางนาบอยู่กลางหว่างขาขยับไล้หยอกล้อแผ่วเบาสลับดุดัน
ขณะมืออีกข้างก็สอดเข้าใต้เสื้อเกลี่ยยอดอกเล็กอย่างไม่เกรงใจ
พาให้สองเข่าของนภสินธุ์ชันขึ้นโดยไม่รู้ตัว
สองมือเล็กขยุ้มไหล่เสื้อของชายหนุ่มแน่น
ธรณินทร์ถอนริมฝีปากออกอ้อยอิ่ง
แต่ยังแตะขบกลีบปากนุ่มอย่างคล้ายไม่ยอมลาจาก
ลูกตาสีนิลทอแวววาววับทอดมองดวงหน้าแดงปลั่ง
ขนตายาวเป็นแผงสั่นระริก
ส่วนริมฝีปากแดงฉ่ำนั้นก็อ้าหอบเล็กน้อย
ชายหนุ่มจึงคลี่ยิ้มอย่างพึงใจก่อนขยับกระซิบริมหู
“ฉันขอนะ”
พูดจบก็ถอยใบหน้าออกห่างเล็กน้อยเพื่อดูปฏิกิริยาของอีกฝ่าย
ซึ่งท่าทีที่เห็นก็ทำให้เขายิ่งรู้สึกรักเอ็นดูมากยิ่งขึ้น
เมื่อนภสินธุ์ช้อนตาขึ้นมองด้วยแววเยิ้มหวาน
ใบหน้าแดงก่ำ
เด็กหนุ่มขบริมฝีปากตัวเองเล็กน้อยก่อนก้มงุด
โผเข้าอ้อมอกกว้างแล้วงึมงำด้วยเสียงราวแมงหวี่
“ถ้าไม่ให้ล่ะ”
ธรณินทร์หัวเราะขันในลำคอก่อนตวัดอุ้มร่างเล็กขึ้นอย่างรวดเร็วจนอีกฝ่ายสะดุ้งร้องอย่างตกใจ
ชายหนุ่มหลิ่วตาให้ก่อนหอมพวงแก้มนุ่มฟอดใหญ่แล้วตอบด้วยน้ำเสียงแฝงความซุกซน
“ถึงไม่ให้ก็จะเอา”
ใบหน้าที่แดงก่ำอยู่แล้วยิ่งแดงขึ้นไปอีก
นภสินธุ์ขยับซุกกับซอกคอคนอุ้มอย่างสะท้านอาย
ปล่อยให้ร่างสูงอุ้มพาเข้าห้องนอนใหญ่อย่างเต็มใจ
ธรณินทร์วางร่างในอ้อมแขนลงบนเตียงอย่างถนอม
ก้มจูบหน้าผากมนทีหนึ่งก่อนเดินไปปิดประตูตามด้วยหน้าต่างจนเหลือเพียงสองบาน
จากนั้นจึงเปิดไฟโคมจนทั้งห้องสว่างไปด้วยแสงสีส้มนวลดูจับตายิ่งเมื่อสะท้อนกับเนื้อไม้
นภสินธุ์ครางในลำคอคำหนึ่งเป็นการประท้วงเมื่อเห็นชายหนุ่มมัวแต่ยุ่งอยู่กับการ
‘จัดฉาก’
ธรณินทร์ปรายตามองร่างเล็กที่นอนอยู่บนเตียงแล้วคลี่ยิ้มละไมก่อนปลดกระดุมเสื้อตัวเอง
และเมื่อเดินมาถึงข้างเตียงเสื้อเชิ้ตที่สวมอยู่ก็ถูกปล่อยกองกับพื้น
เด็กหนุ่มมองช่วงไหล่หนากว้าง
แผงอกกำยำดูล่ำสัน
ผิวกายชายหนุ่มซึ่งคล้ำด้วยแดดลมยามนี้ถูกอาบด้วยแสงโคมยิ่งขับเน้นความคมเข้มสมชาย
จนนภสินธุ์แทบทนมองไม่ได้ต้องหลบสายตาไปทางอื่น
ขณะอุ้งมือเล็กแอบขยุ้มกำผ้าปูเตียงคล้ายต้องการระงับอารมณ์
ปฏิกิริยานั้นทำให้ธรณินทร์พอใจหนักหนา
ชายหนุ่มเอื้อมหลังมือไปเกลี่ยลำคอสีน้ำผึ้ง
สัมผัสถึงความสั่นสะท้านของร่างเบื้องใต้
ดวงตาดำคมตวัดมองเพลิงอารมณ์ที่แน่นตึงใต้กางเกงผ้าของเด็กหนุ่มพร้อมรอยยิ้มแล้วไล้ปลายนิ้วลูบแผ่วเบาจนเจ้าตัวสะท้านกายเฮือก
ร่างสูงใหญ่ขยับตัวขึ้นคร่อม
แนบริมฝีปากประกบเพิ่มรสดื่มด่ำแห่งอารมณ์
ส่วนนภสินธุ์ได้แต่หลับตาลงรับรสจูบอันหอมหวาน
เอื้อมมือทั้งคู่โอบรอบลำคอแข็งแรง
แล้วก็ผวาเยือกพร้อมเผลอจิกเล็บกรีดผิวต้นคอหนา
เมื่อธรณินทร์แนบแก่นอารมณ์ของตัวเองกับกลางหว่างขาของตน
แม้จะมีเนื้อผ้ากางกั้นแต่ความร้อนผ่าวที่ได้รับทำให้รู้สึกราวกับร่างกายกำลังเปลือยเปล่า
ชายหนุ่มถอนริมฝีปากออกและเล็มกลีบปากอิ่ม
พวงแก้ม และเปลือกตาบาง
ก่อนแนบซุกไซ้ต้นคอ
คอยฟังเสียงครางระคนหอบของร่างในวงแขนอย่างพึงใจ
ส่วนมือก็เลื่อนปลดกระดุมเสื้อของอีกฝ่ายด้วยความรวดเร็ว
นภสินธุ์สะดุ้งวาบเมื่อความเย็นของอากาศภายนอกแทรกเข้ามาแทนที่ความอบอุ่นจากไอตัวของร่างสูงใหญ่
เด็กหนุ่มปรือตามอง
ก็สบกับแววตาอ่อนโยนแฝงความต้องการที่จ้องมองมา
เขาเห็นธรณินทร์กำลังดึงยางรัดผมออกปล่อยเส้นผมที่ยาวเกือบกลางหลังแผ่ลงปรกแผงอก
แล้วอดเหลือบตาลงต่ำไม่ได้
นภสินธุ์ไม่รู้ว่าชายหนุ่มถอดกางเกงทั้งของเขาและของตัวเองออกตั้งแต่ตอนไหน
แต่ความเป็นชายที่เต็มไปด้วยแรงอารมณ์ของชายหนุ่มก็ทำให้ใบหน้าเห่อสะท้านขึ้นมา
แม้อยากหลบตาหนี
แต่ก็ต้องเจ็บใจที่ตัวเองไม่อาจถอนสายตาไปได้
ธรณินทร์เห็นดังนั้นก็ขำเล็กน้อย
ก่อนแนบปลายนิ้วเกลี่ยจุดกระตุ้นอารมณ์ของร่างเล็กบ้างแล้วฟังเสียงครางอย่างสมใจ
เขาก้มโลมไล้ตั้งแต่ซอกคอขาวเนียนเรื่อยมาจนถึงท้องน้อยแบนราบ
ก่อนจบที่ส่วนปลุกเร้าที่ตื่นตัวนั้น
ตลอดเวลาที่ถูกโอ้โลมในหัวนภสินธุ์แทบว่างเปล่า
ซึมซับเพียงสัมผัสที่อีกฝ่ายมอบให้
แล้วก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อปลายนิ้วแกร่งไล้วนเข้าในส่วนลึกก่อนจะแทรกเข้าไปอย่างไม่ร้อนรน
“คุณ…คุณใหญ่…มัน…มัน….”
“เจ็บเหรอ?”
เสียงนุ่มทุ้มถามอย่างอาทร
ก่อนขยับตัวขึ้นหอมผิวแก้มที่แดงก่ำ
“ปละ…เปล่าฮะ
เพียง..อา….เพียงแต่มัน…อา..แปลก”
น้ำเสียงเด็กหนุ่มขาดเป็นช่วง
สลับหอบเอาอากาศเข้าปอด
คนฟังคลี่ยิ้มละไมแล้วปลอบด้วยเสียงอ่อนโยน
“ไม่ต้องกลัวนะคนดี
นี่แค่การเตรียมพร้อม
ฉันจะให้เธอพร้อมเสียก่อน”
นภสินธุ์ปรือตามองสบนัยน์ตาดำคมที่มองมาก่อนคลี่ยิ้มให้แล้วพยักหน้าหงึกหงัก
จากนั้นก็หลับตาครางอีกครั้งเมื่อปลายนิ้วที่สองเคลื่อนเข้าสู่ร่างกาย
เวลาแห่งการเตรียมพร้อมที่ธรณินทร์บอกแม้จะผ่านไปไม่กี่นาทีแต่กลับเนิ่นนานในความรู้สึกนัก
เด็กหนุ่มหอบครางอย่างห้ามไม่อยู่
ปลายนิ้วทั้งสิบบ้างจิกบ้างแนบเกาะแผ่นหลังกว้างทุกครั้งที่ปลายนิ้วแกร่งทั้งสองขยับวนและกดย้ำจุดรวมอารมณ์ภายในกาย
ขณะเดียวกันริมฝีปากอุ่นจัดก็เล็มเลียขบเม้มยอดอกทั้งสองข้างอย่างไม่เกรงว่าจะฝากริ้วรอยไว้บนผิวกายของเขา
ส่วนมืออีกข้างของชายหนุ่มก็ยึดกุมแก่นกายไว้
แม้จะลูบไล้อ่อนโยนแต่บางครั้งปลายนิ้วก็จิกขยี้ส่วนปลายจนเขาต้องร้องอย่างเสียวซ่าน
ที่สุดเมื่อใกล้ถึงอารมณ์หมายนภสินธุ์ยิ่งครางกระชั้น
สองขาสั่นเกร็งระริก
แอ่นกายบดเบียดกับผิวกายร้อนผ่าวของธรณินทร์
มือข้างหนึ่งจิกครูดผิวเนื้อชายหนุ่มขณะที่อีกข้างผวาออกเกาะกุมผ้าปูเตียงแน่น
“ผม…ผม….อ๊า…!!”
สิ้นเสียงกรีดร้อง
ธรณินทร์ก็ละมือจากเบื้องล่างขึ้นมาตระกองกอดร่างของเด็กหนุ่มไว้ในวงแขน
พลางจูบซับตามไรผมและผิวแก้มที่ชื้นเหงื่อ
ก่อนฝังใบหน้ากับซอกคอเล็กอย่างรักใคร่
ชายหนุ่มรอฟังจนเสียงหอบที่เร่งเร้าเริ่มผ่อนคลายลงจึงขยับแนบริมฝีปากกับพวงแก้มนุ่มพลางลูบหน้าผากแผ่วเบา
“พร้อมสำหรับฉันหรือยังคนดี”
นภสินธุ์ที่ยังหอบเล็กน้อยปรือตามองคนตรงหน้า
แววตาบอกความซาบซ่านในห้วงอารมณ์จนคนมองรู้คำตอบได้โดยเจ้าตัวไม่ต้องเอ่ยคำใด
เด็กหนุ่มเอื้อมมือขึ้นประคองวงหน้าคมสันไว้แล้วคลี่ยิ้มให้อย่างอ่อนหวาน
“คุณว่าผมควรให้คำตอบคุณยังไงล่ะฮะคุณใหญ่”
ถูกย้อนถามเข้าอย่างนั้น
ธรณินทร์ก็คลี่ยิ้มแล้วคว้ามือเล็กขึ้นแนบจูบ
“เธอไม่ต้องตอบอะไรทั้งนั้น
เพียงแค่แสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมาก็พอ”
นภสินธุ์หน้าแดงซ่านยิ่งกว่าเดิม
ก่อนดึงรั้งร่างสูงใหญ่เข้าหาแล้วแนบจูบกับริมฝีปากได้รูป
เนิ่นนานกับรสจูบที่หวานและดื่มด่ำ
ในที่สุดนภสินธุ์ก็ขยับนิ้วแตะปลายคางชายหนุ่มเพื่อขอให้หยุดการจุมพิต
เมื่อริมฝีปากเป็นอิสระเขาก็คลี่ยิ้มให้แล้วกระซิบอย่างเขินอาย
“ผมเป็นของคุณฮะ...คุณใหญ่”
*********
ฝนเม็ดสุดท้ายขาดหายไป
เหลือเพียงหยดน้ำตามใบไม้ที่ยามลมพัดหรือเหล่าปักษาบินมาเกาะก็จะร่วงพรูหล่นสู่พื้น
ยามฝนหายกลีบเมฆที่เข้าบดบังท้องนภาก็เริ่มเคลื่อนคล้อย
พาให้เห็นว่าเหนือขอบฟ้าขึ้นไปดาวประกายพรึกเริ่มทอแสงระยิบยับเด่นกลางนภา
แม้สายฝนจะจางหายไป
แต่ก็ได้ทิ้งละอองความเย็นและกลิ่นไอดินหอมอวลไปทั่ว
แสงไฟนวลในห้องกว้างจับให้เห็นร่างสองร่างที่ตระกองกอดกันบนเตียงหลังใหญ่
ธรณินทร์คลี่ผ้าห่มคลุมให้กับร่างเล็กที่หลับไปในทันทีเมื่ออารมณ์รักหนที่เท่าไหร่ไม่รู้ของเขาจบสิ้นลง
ชายหนุ่มค่อยๆ
ขยับตัวลงจากเตียงเพราะเกรงจะปลุกให้คนที่กำลังหลับอยู่ต้องตื่น
เขาคว้าเสื้อคลุมที่ห้อยแขวนไว้มาสวมก่อนปิดโคมไฟให้เหลือเพียงสองดวงตรงหัวเตียงแล้วเดินไปเปิดหน้าต่างเพื่อรับไอเย็นเข้ามา
ร่างสูงยืนมองประกายระยับเบื้องบนอย่างเป็นสุขแล้วเหลียวมองร่างที่นอนหลับอยู่บนเตียงของตน
ธรณินทร์เดินไปเปิดหีบเหล็ก
หยิบไวโอลินที่นอนนิ่งในกล่องร่วมร้อยปีออกมาลูบคลำพลางนึกย้อนไปเมื่อครั้งชาติก่อนที่เขาเป็นหลวงวิชิตชัย
แม้ในชาตินี้เขาจะไม่เคยจับเครื่องดนตรีประเภทนี้
แต่สมองก็ยังจดจำบทเพลงที่เคยเล่นได้เป็นอย่างดี
ชายหนุ่มค่อยๆ
แง้มประตูเปิดอย่างแผ่วเบาก่อนเหลียวมองเตียงกว้างอีกครั้ง
เมื่อเห็นนภสินธุ์ยังหลับสนิทอยู่จึงผ่อนลมหายใจแล้วเดินออกไปข้างนอก
ชานกว้างถูกน้ำฝนสาดใส่จนเปียกชุ่มและเย็นเฉียบ
แต่เขาก็ยังชอบที่จะสีไวโอลินในที่ที่ไม่มีหลังคามาปกคลุม
โดยเฉพาะในราตรีประดับดาวอย่างคืนนี้ช่างเหมาะนัก
เสียงไวโอลินแว่วหวานกังวานโดยมีเสียงแมลงราตรีดังคลอคล้ายดนตรีประกอบค่อยๆ
ปลุกคนที่หลับอยู่ให้ตื่นจากการหลับใหล
นภสินธุ์เหลียวมองข้างตัวเห็นว่างเปล่า
แต่ได้ยินเสียงไวโอลินแว่วมาก็อมยิ้ม
จึงขยับตัวจะลุกขึ้น
แต่ก็ต้องกัดฟันชะงักอยู่ในท่านั้น
จนผ่านไปครู่หนึ่งจึงสามารถขยับลุกนั่งได้ไหว
‘ให้ตาย….ไม่นึกว่าจะเจ็บขนาดนี้’
เด็กหนุ่มบ่นกับตัวเองอย่างมีอารมณ์
แต่ก็กัดฟันโขยกเขยกไปหยิบเสื้อคลุมมาสวม
ภาพที่ธรณินทร์ยืนสีไวโอลินอยู่กลางระเบียงพาให้คนมองระลึกถึงครั้งแรกที่เห็นหลวงวิชิตชัยเล่นไวโอลิน
ทุกท่วงท่าและทำนองเสนาะของเส้นสายไม่ต่างไปจากอดีตเลยแม้แต่น้อย
จะมีก็เพียงฉากหลังที่หนนั้นท้องฟ้ามีจันทร์กระจ่างใสลอยเด่น
แต่ยามนี้กลับเป็นหมู่ดาวพราวระยับเต็มนภา
นภสินธุ์ค่อยขยับตัวทรุดลงนั่งกับชานพาไล
แล้วก็ต้องสูดปากร้องออกมาเบาๆ
เมื่อความปวดแปลบแล่นสู่ท้องน้อย
เสียงนั้นทำให้ธรณินทร์รู้ตัวว่าเขามีแขกแอบมานั่งฟังอยู่อีกคนหนึ่ง
ชายหนุ่มจึงหยุดสีเครื่องสายแล้วรีบเข้ามาประคองร่างเล็ก
ก่อนถามด้วยความอาทรทั้งน้ำเสียงสีหน้าและแววตา
“เป็นยังไงบ้าง?
เจ็บมากมั้ย?”
นภสินธุ์เอื้อมเกาะลำแขนแกร่งแล้วขยุ้มดึงรั้งแขนเสื้อคลุมแน่น
ก่อนปิดตาเม้มริมฝีปากสักครู่ก็ค่อยผ่อนคลายลงแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก
นัยน์ตาสีน้ำผึ้งแก่ช้อนมองร่างสูงที่นั่งลงเคียงข้าง
แล้วเอนกายพิงเข้าหาพรัอมพูดเหมือนละเมอว่า
“ถึงจะเจ็บ
แต่ก็มีความสุขมากเลยฮะ”
ธรณินทร์จูบหน้าผากมนอย่างรักใคร่แล้วโอบร่างอีกฝ่ายเบามือ
แนบใบหน้ากับกระหม่อมเล็ก
“ฉันก็เหมือนกัน
ไม่เคยสุขเท่านี้มาก่อน”
ในความเงียบสงบของราตรี
ท่ามกลางเสียงแมลงร้องระบำ
คนทั้งคู่นั่งตระกองกอดกันโดยไม่มีใครปริปากเอื้อนเอ่ย
คล้ายไม่ต้องการทำลายบรรยากาศอันเงียบสงบนี้
แต่ในที่สุดนภสินธุ์ก็เป็นคนเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นด้วยการถามคำถามที่ค้างคาในใจมาตลอดอาทิตย์
“คุณบอกผมได้รึยังฮะว่าทำไมอาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์ถึงหายไปและไม่รับการติดต่อจากผมเลย?”
ธรณินทร์ก้มหอมพวงแก้มนิ่มทีหนึ่งก่อนจะย้อนถามไปว่า
“แล้วเธอรู้ตัวมั้ยว่าตลอดสองสามเดือนที่ผ่านมาเธอทำตัวยังไง?”
เมื่อเห็นแววฉงนในดวงตากลมโต
คนมองก็คลี่ยิ้ม
“ฉันรู้ว่าเธอเริ่มเติบโตขึ้น
ยิ่งพอเข้ารั้วมหาวิทยาลัยก็ยิ่งอยากทำตัวเป็นผู้ใหญ่โดยไม่ต้องพึ่งพิงใคร
และอยากห่างจากอ้อมอกพ่อแม่”
“อืม”
“และสิ่งหนึ่งที่เธอทำเพื่อยืนยันว่าตัวเองโตแล้วคือการเข้าสู่สังคมเพื่อน
บางทีไปค้างอ้างแรมนอกบ้านสองสามวัน
ฉันโทรไปหาเธอก็แค่พูดด้วยนิดหน่อยแล้วตัดบทไป”
“หือ?”
สีหน้าคนฟังมีแววคำถาม
“ผมเคยทำยังงั้นด้วยเหรอ?”
ชายหนุ่มบีบปลายจมูกเล็กเบาๆ
อย่างเอ็นดู
“เมื่ออาทิตย์ก่อนเธอยังพูดเองด้วยซ้ำว่าอยู่กับฉันที่เรือนไทยนี่น่าเบื่อ”
“หา!?”
คราวนี้นภสินธุ์ถึงกับอุทานออกมา
“จำไม่ได้อีกล่ะสิ?”
เมื่อเห็นเด็กหนุ่มหน้าจ๋อยลง
ธรณินทร์ก็หัวเราะขบขัน
“เอาน่า
ฉันไม่ถือสาหรอก
ฉันเองก็เคยอยู่ในช่วงวัยรุ่น
รู้ดีว่าวัยนี้อยู่ในการปรับตัว
อีกอย่างลึกๆ
ในใจเธอแล้วอาจวิตกอยู่ก็ได้ว่าถ้าหากคบกับฉันต่อไปแล้วถูกทางบ้านจับได้จะเป็นยังไง
และยังสังคมการทำงานในอนาคตอีกล่ะ”
คราวนี้นภสินธุ์ถึงกับอึ้งไป
ก่อนจะถามด้วยเสียงอ่อยๆ
เหมือนเด็กถูกผู้ใหญ่จับผิดได้ว่า
“คุณรู้ได้ไงว่าผมคิดอย่างงั้น?”
ชายหนุ่มจึงบอกให้เขามองตา
แล้วถามกลับว่า
“แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นจริงล่ะ?
ถ้าวันหนึ่งทางบ้านเธอจับได้
หรือเธอเข้าทำงานแล้วถูกเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานรู้ว่าเธอคบกับฉัน
เธอจะทำยังไง?”
หลังจบคำถามความเงียบก็แผ่เข้าครอบคลุม
ธรณินทร์ใจหายเมื่อนภสินธุ์หลบตาด้วยทีท่าครุ่นคิด
แต่แล้วก็ถอนใจเมื่อเด็กหนุ่มเงยหน้ามองสบตากับเขาแน่วแน่
“ต่อให้เป็นอย่างนั้นผมก็จะไม่เลิกรักคุณ”
ชายหนุ่มอดไม่ได้
ต้องประคองดวงหน้าอีกฝ่ายเข้ามาแนบจูบอย่างอ่อนหวาน
เนิ่นนานก่อนคลายออก
แล้วโอบร่างเล็กเข้ากอดพร้อมกระซิบริมหู
“ฉันก็ไม่มีวันปล่อยเธอไปเช่นกัน”
เสียงน้ำที่ค้างตามชายคาร่วงหล่นกระทบพื้นชานดังเปาะแปะ
ธรณินทร์กกกอดร่างในอ้อมแขนไว้แบบนั้นชั่วครู่
ก่อนขยับลุกอุ้มขึ้นพากลับเข้าห้อง
เมื่อแผ่นหลังสัมผัสเตียงนภสินธุ์ก็พริ้มตารับจูบที่เต็มไปด้วยความรักอันแผ่วเบา
ชายหนุ่มขยับจัดผ้าคลุมห่มให้ถึงอกโดยตัวเองก็สอดตัวนอนเคียงข้างด้วย
แล้วเอื้อมมือปรับโคมไฟหัวเตียงให้หรี่แสงลง
ก่อนหันกลับมาลูบหน้าผากเด็กหนุ่ม
เสยเส้นผมนุ่มให้อย่างเบามือ
แล้วประทับจูบลงบนหน้าผากมนเนียน
“วันนี้เป็นวันที่ฉันจะจารึกไปชั่วชีวิต”
“ผมก็จะประทับช่วงเวลานี้ในความทรงจำตลอดไปเช่นกัน”
ธรณินทร์คลี่ยิ้มละไม
ดวงตาทอประกายความรักความหวงแหนจนนภสินธุ์เต็มตื้น
ต้องขยับเข้ากอดอกกว้างกำยำไว้แล้วถามอย่างออดอ้อนว่า
“คุณยังจำได้มั้ยว่าเมื่อก่อน….ก่อนนอนคุณจะทำอะไรบางอย่างให้ผม?”
คนถูกถามเลิกคิ้ว
ปลายนิ้วเขี่ยพวงแก้มนิ่มก่อนตอบด้วยรอยยิ้มกริ่มว่า
“หรือว่าอยากอีก?”
แหย่จบก็ต้องร้องโอยเมื่อโดนหยิกเข้าให้เต็มแรง
ชายหนุ่มมองดวงตากลมโตที่ส่งค้อนอันเบ้อเร่อให้อย่างขบขำ
ก้มหอมแก้มนุ่มฟอดใหญ่
ก่อนขยับกอดร่างบอบบางไว้อย่างอ่อนโยน
พร้อมทั้งกุมมือเล็กไว้ในอุ้งมือตน
“จำไว้นะคนดี
ไม่ว่าหลับหรือตื่น
ฉันจะอยู่เคียงเธอเสมอ
จะไม่ปล่อยให้ทุกข์ให้โศก
เราจะไม่พรากจากกันอีกนะนภนะ
นภสินธุ์ยิ้มบางรับคำในลำคอแผ่วเบา
รับรู้ถึงริมฝีปากอุ่นที่แนบประทับหน้าผากพร้อมได้ยินเสียงเพลงขับกล่อม
บทเพลงไทยเดิมคุ้นหูที่คุณใหญ่มักจะร้องให้เขาฟังเสมอยามอยู่ด้วยกันที่เรือนไทยในกาญจนบุรีเมื่ออดีตร้อยกว่าปีที่แล้ว
เจ้านกขมิ้นเหลืองอ่อน
ค่ำแล้วเจ้าจะนอนที่รังไหน
นอนไหนนอนได้ สุมทุมพุ่มไม้ที่เคยนอน
ดอกเอ๋ย ดอกขจร
นกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำแล้วจะนอนไหนเอย
โอ้เจ้านกขมิ้นเอย เชิญเจ้าผินโผจู่มาสู่เหย้า
นอนในกรงทองของเรา จะคอยเฝ้าถนอมกล่อมนอน
จะมิให้เจ้ามีที่โศกเศร้า จะโลมเล้าเจ้าขมิ้นเหลืองอ่อน
ดอกเอ๋ย เจ้าดอกรักซ้อน
เชิญเจ้าผินบินจร มาสู่ที่นอนเรียมเอย
หรือเจ้าของเขามีอยู่ที่ไหน จงบอกให้แจงในฤทัยพี่
หรือเจ้าเปล่าคู่อยู่เอกี เจ้าช่อสารภี
เจ้าปักษี งามนักเอย
.....................................................
ตั้งแต่ต้นปีนี้จนถึงเช้าวันนี้ มี email ถูก ส่งมาร้องขอให้รีปริ้นท์เรื่องนี้รวม 17 ฉบับ (ไม่นับรวมปีก่อนๆ หน้านี้) จึงอยากใช้โอกาสนี้บอกกล่าวว่า เรื่องรีปริ้นท์นี้หาโอกาสเป็นไปได้ยากเต็มทีเนื่องจากการพิมพ์หนังสือแต่ละ ล็อตใช้เงินจำนวนมากอยู่ อีกอย่างนี่เป็นการร่วมทุนกับทาง Majo ซึ่งหากไม่มีการกดปุ่มโอเคทั้งสองฝ่ายงานคงออกมาไม่ได้
ถึงแม้ในใจเราอยากทำการรีปริ้นท์
หากต้องยอมรับความจริงที่ว่าในการพิมพ์ครั้งแรกนั้น
นิยายเรื่องนี้ไม่ได้ขายดีชนิดวางแผนแล้วหมดภายใน 1-2
เดือนอย่างนิยายขายดีทั่วไป หากใช้เวลาร่วมปีกว่าจะหมด
ซึ่งทำให้ใช้เวลานานมากกว่าจะได้ทุนคืน
และหากจะหาทุนที่ใหม่เพื่อรีปริ้นท์นั้น ได้มีคนมาเสนออยู่เหมือนกัน
แต่ด้วยความที่เรากับทาง Majo คบหาเป็นเพื่อนมาไม่ต่ำกว่า 15 ปี
จึงรู้สึกไม่เหมาะสมที่จะเอางานตรงนี้ไปให้ที่อื่นทำ ทั้งนี้เพราะ Majo
เป็นคนที่ร่วมหัวจมท้ายด้วยกันมาตลอด (ช่วยเหลือแนะนำ ตรวจบรู้ฟ หาข้อมูล ให้กำลังใจ)
ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่ยังให้ความสนใจต่อนิยายเรื่องนี้ และขอโทษอย่างมากที่ไม่อาจตอบสนองความต้องการในการรีปริ้นท์ได้ (แต่....นี่เป็นสิ่งที่เกิด ณ ปัจจุบัน ในอนาคตนั้นไม่แน่นอน บางที Majo อาจตัดสินใจรีปริ้นท์ก็ได้นะ
)

แต่แอบกระซิบว่า ชอบ 'พี่ต้น' ของเวอร์ชั่นเก่าอยู่เหมือนกันนะคะ (เพราะหื่นกว่า?)
#1 By อคาชา+นะโอ on 2009-05-05 10:52