ธารชีวิต (จากความทรงจำที่เหลืออยู่)
posted on 21 Dec 2005 18:38 by bjforeverกำลังนั่งนึกพล็อตตอนต่อของวังนาเคนทร์ นึกไปนึกว่า โอ๊ะโอ จำได้ว่าเราเคยแต่งพล็อตสั้นๆ ของนิยายอีกเรื่องหนึ่งเอาไว้ คือเรื่อง ธารชีวิต เรื่องนี้กะแต่งเลียนแบบสี่แผ่นดิน คือจะเริ่มเรื่องตั้งแต่นายเอก (ป่าน) เป็นเด็ก, เข้าย่างวัยหนุ่ม, ออกเรือน , มีลูก , และแก่ตาย แบบว่าจะเอาให้สมชื่อ ธารชีวิต ของแท้ แต่เนื่องจากมันยาวววววววว เกินกว่าสมองน้อยๆ จะแต่งออกมาได้จบวางพล็อตไป วางพล็อตมา เรื่องจึงหดสั้นลง และเปลี่ยนองค์ประกอบหลายอย่างในเรื่อง แต่ที่สุดกออกมาได้แต่พล็อตสั้นๆ
ในขณะนี้ ทั้ง วังนาเคนทร์ กับ ธารชีวิต ต่างยังคงเป็นนิยายขึ้นหิ้งฝุ่นเกาะหนาเตอะ ที่แม้แต่ไม้ปัดฝุ่นก็กำจัดฝุ่นไปไม่หมด ดังนั้นใครคิดหวังรออ่านสงสัยคงหมดหวังซะแล้วล่ะ กั๊กๆๆๆ
นี่เป็นตัวอย่างพล็อต ? ไม่สิ ไม่ใช่พล็อต แต่เป็น ficlet สั้นๆ ของ ธารชีวิต
คำเตือน นี่เป็นเพียงพล็อตที่ดั้นสดแบบไม่ได้ขัดเกลา เรายังไม่ได้กำหนดกระทั่งชื่อที่แน่นอนของพระเอก แถมมีบางคำที่พิมพ์ผิดแต่ไม่แก้ จงใจทิ้งไว้อย่างนั้นเพื่อให้ดูความอ่อนเยาว์ในการเขียนภาษาของตัวเองสมัยนั้น กระทั่งลักษณะการเล่าเรื่องที่สลับไปมา ซึ่งเราอ่านเองยังงงว่าตกลงไอ้ที่มันเล่า+กระทำอยู่เนี่ย เป็นพระเอกหรือนายเอก 55555+ และแน่นอนว่าไม่แก้จ้า ทิ้งไว้ทั้งดิบๆ แบบนี้แหละ
![]()
โอว่าเจ้าแก้วดอกรัก ขอเจ้าจักอย่าผันรักเป็นอื่น
ความนึกคิดล่องลอยไปในอดีตเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ณ ถนนราชดำเนิน
หลังจากความโกลาหลเรื่องวัยที่ก้าวพลาดพลัดตกกำแพงเมืองด้านในลงมาบนหลังคาเพิงของพ่อค้าขายปลา เด็กหนุ่มวัย ๑๗ ที่ทำราชการเสร็จช่วงบ่ายว่างจึงเดินเล่นเรื่อยเปื่อยผ่านถนนราชดำเนินนอกไปยังสะพานมัฆวานรังสรรค์ที่มีข่าวร่ำลือว่าสวยงามนักหนา
สะพานมัฆวานรังสรรค์ที่กลางราวสะพานด้านนอก มีแผ่นโลหะกลมหล่อเป็นรูปช้างเอราวัณสามเศียรซึ่งเป็นเทพพาหนะของท้าวมัฆสวาน มีเสาหินอ่อนที่สี่มุมของสะพานและติดโคมไฟสำริด ผนังเชิงลาดสะพานประดับด้วยหินอ่อนเช่นเดียวกัน ความกลมกลืนระหว่างศิลปะตะวันตกกึ่งตะวันออกนั้นพาให้สะพานนี้เป็นที่ตื่นตาของชาวบ้านพอควร
เขาเหลียวมองรอบตัว แม้จะรู้ว่าถนนราชดำเนินนี้หลวงท่านมีความประสงค์ให้สร้างเพื่อทำการขยายเมือง แต่กระนั้นก็ดูจะผิดวัตถุประสงค์ไปเสียเยอะเพราะจนป่านรี้ก็ยังไร้ผู้คนอยู่นั่นเอง ความเจริญส่วนใหญ่ยังคงกระจุกอยู่แถวเจริญกรุง สะพานหันและสามแพ่ง
เมื่อมายืนตรงลานกว้างหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมที่กำลังก่อสร้างยอดอยู่จึงได้หันเดินกลับ เสียงรถลากดังแทรกมาพร้อมคำถาม ลื้อขื้อตีก่อ ?
เขาส่ายหน้า รถลากตัวถังสีเขียวจึงผ่านไป เขาข้ามสะพานเหล็กโค้งที่ข่างๆ กำลังสร้างสะพานใหม่หรือผ่านฟ้าลีลาศ เพื่อเข้าสู่ถนนราชดำเนินกลาง ทั้งที่ใกล้ถึงบ้านแล้วแต่ด้วยความร่มรื่นของอาณาบริเวณ จึงนั่งเก้าอี้ที่ทางหลวงจัดมาวางเรียงตลอดทิวถนน
สายลมอ่อนพัดใบยอดมะฮอกกานีดังแผ่ว กลีบดอกพู่ระหงที่อยู่ถัดหลังมะฮอกกานีไปนั้น ร่วงพราวตามแรงลมพัดแต่ละที
ทั่วบริเวณเงียบสงบร่มรื่น มีไม้ใหญ่บังแดดลมพัดเย็นสบาย เสียงนกร้องระเริงอย่างมีความสุข บินเกาะกิ่งโน้นทีกิ่งนี้ที และแน่นอนเกือบจะไร้ผู้คนเอาเลยทีเดียว ท่ามกลางถนนที่กว้างใหญ่มีคนเดินผ่านไปมาเพียงไม่กี่คน และเสียงก่อสร้างสะพานผ่านฟ้าลีลาศเท่านั้นที่ดังแว่วมาเป็นระยะ
นั่งหลับตาอยู่สักพักก็แว่วเสียงเพลงคลอมาตามสายลม เขาเปิดเปลือกตาเหลียวหาที่มาของเสียงนั่น
ถัดจากเก้าอี้ที่เขานั่งไปสักห้าหกตัว มีเด็กหนุ่มที่ดูท่าอายุรุ่นราวคราวเดียวกันคงอ่อนแก่กว่าไม่กี่ปีคนหนึ่งนั่งสีไวโอลินอยู่
ด้วยความสนใจเพราะหายากนักที่จะหาคนเล่นเครื่องดนตรีสากลตามถนนแบบนี้ จึงลุกเดินเข้าไปหา มือเรียวหยุดไม้สีเงยหน้ามองคนที่มาหยุดยืนตรงหน้า ใบหน้าละมุนแดงเล็กน้อย
เอ่อ ขอโทษรบกวนงั้นรึ
คนเดินเข้ามาหยุดยืนชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นคนที่นั่งอยู่เต็มที่
ไม่หรอก แล้วถือวิสาสะลงนั่งข้างตัว ฉันลาศ
คนที่นั่งอยู่ก่อนมองใบหน้ายิ้มแย้มนั่นอย่างแปลกใจ แต่ก็อดขำในความคบกับคนอื่นง่ายของอีกฝ่ายไม่ได้
ฉันป่าน
++ ++ ++
สถานีรถไฟหัวลำโพง ป่านหยุดเท้าที่ก้าวเดิน มองรอบตัวสูดอากาศเข้าเต็มปอด ในที่สุดเขาก็ได้มายืนบนแผ่นดินบ้านเกิดอีกครั้ง
ที่นี่ฮ้อทจังเลยนะคะป่าน เสียงกวิเน็ธพูดอยู่ข้างตัวขณะกำลังกางพัดขึ้นพัดไล่ความอบอ้าว
ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อย ก็เครื่องแต่งกายแบบคุณไม่เหมาะกับเมืองร้อนนี่ครับกวิเน็ธ ไว้ถึงบ้านเมื่อไหร่แม่คงจับคุณแต่งตัวให้เป็นสาวสยามเต็มตัวเทียว
โอไม่รู้สิคะ ดวงหน้าที่แดงเรื่อเพราะอากาศร้อนอยู่แล้วยิ่งแดงขึ้นไปใหญ่เมื่อมองไปรอบตัว ฉันว่ามันออกจะโชว์เรือนร่างมากไปหน่อย ไม่แน่ฉันอาจใส่ไม่ได้ก็เป็นได้
ป่านยิ้มบาง กวิเน็ธดีตรงที่ไม่กระโตกกระเตกและยอมรับชีวิตความเป็นอยู่ในแบบที่บ้านเมืองเขาเป็น รวมทั้งขวนขวายที่จะเรียนภาษาพูดแบบสยามอีกด้วย
ขณะกำลังพากันออกไปยังรถลากที่จอดคอยอยู่ ก็ต้องชะงักอีกครั้งเมื่อเห็นคนที่นั่งอยู่ในรถลากจอดอยู่ไปไม่ไกลจากรถของตนที่จอดนัก
ดวงตาคมงามไหววูบ หัวใจเต้นรัวอย่างบังคับไม่อยู่ มือกำเข้าออกอย่างคนประหม่าเมื่อเห็นแววตาของคนที่มองมา ดูเหมือนหญิงสาวจะสังเกตถึงความผิดปรกติ หล่อนกระชับแขนคนรักนิดหนึ่ง
เป็นอะไรคะป่าน
ปะ....เปล่าครับ เขาจับมือหญิงสาวอย่างต้องการที่พึ่ง ขึ้นรถเถอะ
ดวงตาคู่งามหลุบต่ำขณะที่รถอีกฝ่ายกำลังลากผ่านไป เมื่อก้าวขึ้นรถกวิเน็ธก็อุทานออกมาเบาๆ
อุ้ย ป่านคะ นี่อะไรคะ
ชายหนุ่มมองสิ่งที่หญิงสาวหยิบขึ้นมาจากเบาะรถ
พวงมาลัยดอกรัก......
ป่านรับพวงมาลัยมาจากคนรัก ลูบไล้แต่ละกลีบอย่างแผ่วเบาโดยสายตาไม่ได้ชำเลืองแลไปยังรถลากคันที่เพิ่งแล่นผ่านไปแม้สักนิด
ริมฝีปากปรากฏรอยยิ้มบางเบา เขาหลุบตาเพื่อไม่ให้หญิงสาวมองเห็นความหวั่นไหวในดวงตาและออกคำสั่งให้รถเคลื่อนออกไปทันที
เมื่อตัวรถเคลื่อนจากบริเวณหัวลำโพง กวิเน็ธก็ถามซ้ำขึ้นอีกเมื่อเห็นป่านลูบดอกไม้ในมืออย่างถนอม
ป่านยังไม่ได้บอกฉันเลยว่านั่นคืออะไร รูปร่างแปลกดีจัง
ชายหนุ่มเหมือนเพิ่งรู้สึกตัว อานี่เขาเรียกพวงมาลัยจ้ะ มีไว้ถวายพระ
ป่านมองพวงดอกไม้ในมือ รอยยิ้มเสร้าผ่านริมฝีปากบางเบา
เรียงดอกรักรายร้อยดั่งถ้อยคำ ฝากรอยย้ำจำมั่นในสัญญา
กาลเวลาผันเปลี่ยนไม่เผียนตา โอ้ชีวาจงอย่ากลายคลายคำสัตย์
เขาคนนั้นบรรจงเด็ดดอกรักสีขาวส่งให้
ด้วยไม่อาจข้ามกฎเกณฑ์แห่งความถูกต้องได้ ขอเพียงเป็นเพื่อนใจที่ดีต่อกันจะได้ไหม พูดพลางเกลี่ยไล้แผ่วเบาไปตามโครงหน้าได้รูปของอีกฝ่าย เพียงเท่านี้.แม้เพียงเท่านี้ หัวใจก็สุขล้น
++ ++ ++
คุณลาศเจ้าคะ มีแขกขอพบเจ้าค่ะ
แจ้งชื่อไว้รึเปล่า วางปากกาลง
ไม่ได้บอกเจ้าค่ะ เพียงแต่ให้นำสิ่งนี้มาให้ ยื่นสิ่งที่ได้ให้ดู
เพียงเห็น ประกายตาคมก็ปรากฏแววปีติชัดเจน เขารีบคว้ามันลุกขึ้นทันที
อยู่ไหนกัน
ศาลาดอกข้าวใหม่เจ้าค่ะ
ชายหนุ่มรีบสาวเท้าลงเรือนใหญ่โดยเร็ว พวงมาลัยดอกรัก.
ร่างที่กำลังเด็ดดมดอกข้าวใหม่หรือดอกชำมะนาดนั้น พาความยินดีแก่ชายหนุ่มสุดพรรณนา เขารีบตรงไปหาทันควัน
ป่าน
คนถูกเรียกหันมามอง ยิ้มเล็กน้อยให้ร่างสูงที่เดินเร็วจนแทบวิ่งเข้ามา เมื่อเข้าระยะประชิดตัว ชายหนุ่มจับมือที่เล็กกว่ากุมบีบแน่น
มาหาเราถึงนี่ ดีใจเสียเหลือแล้ว
ป่านมองมือที่กุมมือตัวเอง ริมฝีปากฉาบรอยยิ้มบางเบา เขาเองก็อดดีใจไม่ได้เช่นกันเมื่อได้มายืนเบื้องหน้าร่างสูงสง่าอีกครั้ง
นิ้วเรียวยาวเอื้อมไล้ปลายคางมนแผ่วเบา ดวงตาคมเข้มทอดประกายอ่อนโยน ช่วงหลายปี คิดถึงนัก
ป่านมองใบหน้าคมเข้มถ้วนถี่ เราก็เช่นกัน คิดถึงจนทรมานไปหมด
แววอ่อนโยนเมื่อครู่จางเปลี่ยนเป็นเศร้าสร้อยแทน
แต่ป่านก็กลับมาพร้อมคนรัก
ป่านเสมองทางอื่น เดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ยาวในซุ้ม นั่นคือทางชีวิตที่เราเลือก หันมองคนที่ยืนค้ำ เข้าใจไหมคุณลาศ เราจำเป็นต้องเลือกหนทางที่ถูกต้องเพื่อกั้นไม่ให้ตัวเองต้องถลำลึกไปมากว่านี้
ชายหนุ่มเดินไปยืนตรงข้าม ดวงตาฉายแววเจ็บปวด หยักยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก เข้าใจสิป่าน เพราะเข้าใจจึงจำปล่อยเจ้าไป เค้นเสียงหัวเราะขืน แต่ว่านะ ถ้ารู้ว่ามันต้องเป็นเช่นนี้ ฉันคงกักเก็บตัวคุณไว้เสียแต่แรก จะไม่มีวันปล่อยให้ไปไหน จะไม่มีวันให้คลาดสายตา
ดวงตาคู่งามเริ่มร้อนผ่าว ไม่ได้หรอกนะคุณลาศ
ร่างสูงหันหลังให้ มือกำแน่น ชั่วต่อมาจึงเงยหน้าถอนหายใจแล้วหันกลับมา
เถอะ กลับมาก็ดีแล้ว อย่างน้อยจะได้เจอหน้าค่าตากันบ้าง
ป่านยิ้มเล็กน้อย ได้ข่าวว่ากำลังได้เลื่อนยศจากมหาดเล็กเป็นคุณหลวงแล้ว ดีใจด้วยนะ อีกหน่อยคงต้องเรียกคุณหลวงแทนคุณลาศแล้ว
ลาศยิ้มตอบ คุณเองก็จบคีตสมปรารถนา วันว่างหาเวลามาสร้างความรื่นรมย์แก่เรือนฉันบ้างได้หรือไม่
ใครจะรังเกียจ
ดวงหน้าอิ่มเอิบที่แย้มยิ้มอยู่ตรงหน้าเขานั้น ทำให้ลาศคิดขึ้นมาวูบหนึ่ง แม้ทางที่คุณเลือกเดินจะเป็นเช่นไร แต่ฉันจะไม่มีวันปล่อยคุณไปอีกเป็นครั้งที่สองแน่นอน
![]()

#1 By สาวกเฮอร์+เดรโก (202.129.2.215) on 2005-12-22 01:11