อดีตแสนหวานกับฟิค Y นิยายจีน
posted on 14 Sep 2005 22:06 by bjforever in fictionอดีตเมื่อนานมาแล้ว~ เราเคยใช้ชื่อแทนตัวว่า "ซิมเปียะกุน" ไปโพสต์ fic - ไม่มีน้ำตาวีรบุรุษเอาไว้ที่นี่วันนี้มานั่งเปิดดูข้อมูลเก่า ทำให้ไปพบเจอแล้วหวนนึกถึงวันวานที่เคยคลั่งนิยายจีนเป็นบ้าเป็นหลังถึงขนาดจินตนาการเขียนฟิค Y ได้ ( สมควรชื่นชมมะเนี่ย อิอิ )
ว่าแล้วก็เอามาโพสต์ลงบลอคตัวเองอีกรอบ เก็บไว้เป็นที่ระลึก หุหุหุ
title : ไม่มีน้ำตาวีรบุรุษ ( วีรบุรุษไร้น้ำตา - โกวเล้ง)
แต่งโดย : เราเองจ้า ( นามปากกาเก่า - ซิมเปียะกุน )
อธิบาย : จุดกำเนิด ตำนานวีรบุรุษไร้พ่าย Y นะจ๊ะ Y จ้า
เรท : NC-17 ในภาษาแต่ไม่มีฉาก
ณ นครเชี่ยงอัน ที่เรือนหลังงามหลังหนึ่ง ณ ห้องๆ หนึ่ง มันเป็นห้องที่โอ่อ่าประดับประดาด้วยของมีค่า และงดงามยิ่งกว่าห้องคุณหนูตระกูลขุนนาง
ว่าห้องนั้นงามแต่ยังสู้คนไม่ได้ บนเก้าอี้เอนที่ปูด้วยฟูกนุ่มคลุมทับไหมแพร นั่งไว้ด้วยบุรุษหนุ่มคนหนึ่ง มันสวมเสื้อที่ทำจากแพรไหมต่วนชั้นดี ตัดเย็บจากช่างฝีมือเลิศ เสื้อผ้าที่สวมใส่รัดเข้ากับรูปร่างที่สมส่วน
บนเรียวนิ้วขาวนวลทั้งสิบสวมแหวนที่ประดับด้วยอัญมณีมีค่า ใบหน้าคมคายได้รูปจัดว่าเป็นชายงามที่หาได้ยากดวงตาสีครามทอประกายราวดวงดาว จมูกโด่งรับกับริมฝีปากบางสีแดงชาดที่ประดับรอยยิ้มน้อยๆ
มันนั่งฟังเสียงหลิวเสียดสีกัน มือหนึ่งถือจอกสุราเผาดาบ จิบอย่างสบายอารมณ์
มันกำลังรอ.... รอผู้ที่จะเปิดประตูเข้าห้องมาอย่างสงบ
เสียงประตูพลันเปิดออก แต่ดวงตาที่ลืมอยู่ตลอดเวลาของมันพลันพริ้มหลับลง หูทั้งสองฟังเสียงฝีเท้าที่ก้าวย่างอย่างมั่นคงซึ่งกำลังเหยียบย่างเข้ามา แล้วคิ้วเรียวกลับขมวดมุ่น ที่มันขมวดคิ้วเนื่องเพราะเสียงย่ำฝีเท้า สตรีจะไม่มีฝีเท้าที่หนักแน่นเช่นนี้แล้ว
แม้จะสงสัยแต่มันหาได้ลืมตาคืนดูไม่ นั่นเป็นนิสัยเฉพาะที่จะไม่ดูหน้าอีกฝ่ายก่อนจนกว่าจะได้ยินเสียง แล้วพลันมีมือๆ หนึ่งวางบนหัวไหล่ นั่นเป็นมือที่ใหญ่ และค่อนข้างหยาบ กำลังบีบเค้นหัวไหล่มัน ถึงตอนนี้มันอดไม่ได้ที่จะลืมตาขึ้น
เบื้องหน้าพลันกระจ่างขึ้น ผู้ที่ยืนอยู่หน้ามัน กลับเป็นบุรุษ
บุรุษที่อายุไล่เลี่ยกับมัน แม้จะมีเค้าหน้าหล่อเหลาจนแทบเรียกว่าสวย หางคิ้วเชิดขึ้นรับกับตาหงส์ที่ชี้ชัน จมูกโด่งเป็นสันอยู่เหนือหนวดเรียวที่ประดับบนริมฝีปากบาง แม้จะหล่อเหลาแค่ไหน แต่มันก็เป็นบุรุษ
ถึงตอนนี้ มันอดสงกาไม่ได้ ไฉนมีบุรุษมาเยือนห้องมัน
ผู้ที่ย่างเท้าเข้าห้องนี้ล้วนเป็นสตรี และมักเป็นสตรีที่มีความงามพร้อมเงินตรา
แต่ตอนนี้กลับมีบุรุษมาเยือน จะให้มันทำหน้าเฉยอยู่ได้อย่างไรเมื่ออดอยู่เฉยมิได้ จึงกล่าวว่า
ท่านเป็นบุรุษ
บุรุษผู้นั้นกล่าวตอบว่า
ถูกต้อง ข้าเป็นบุรุษ จากนั้นแย้มยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวอีกว่า เป็นบุรุษที่มีปัญญาจ่ายมากกว่าสตรี
กล่าวจบก็เดินไปนั่งบนเก้าอี้ด้านตรงข้าม เพ่งตาหงส์ทั้งคู่สำรวจมองอีกฝ่ายด้วยประกายตาที่ฝ่ายถูกมองอดครั่นคร้ามไม่ได้ เมื่อสำรวจมองจนพอใจจึงกล่าว
ข้ารู้ว่าท่านเป็นบุรุษที่ปรนเปรอสตรีแต่เป็นชนิดราคาแพงที่สุด
ในห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครา บุรุษหนุ่มเจ้าของห้องผ่อนสีหน้าเป็นสงบนิ่ง แต่ในใจดั่งมีมรสุมกลุ่มหนึ่ง คติของมันคือเมื่อรับเงินแล้วก็จะสนองความต้องการอีกฝ่ายไม่ว่าจะให้ทำอะไรก็ตาม แต่กระนั้นมันก็ไม่เคยรองรับบุรุษมาก่อน มันควรทำอย่างไร
ภายใต้สถานการณ์ที่เริ่มอึดอัด เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างนิ่งเงียบ ยิ่งเพิ่มแรงกดดันในห้องกว่าเดิม ดังนั้นมันต้องเริ่มหาข้อสนทนา
ท่านชื่อแซ่อะไร
แซ่โต๊ะ นามตังไล้
มันถามเสร็จก็ทอดถอนใจ ช้อนดวงตาคู่ที่งามกว่าประกายดาวมองสบตาหงส์ของอีกฝ่ายแล้วกล่าว
ข้าแม้นรองรับสตรีแต่ไม่เคยรองรับบุรุษมาก่อน เงินที่ท่านจ่ายมานำมันคืนไปเถอะ
โต๊ะตังไล้ยืดกายขึ้นโน้มตัวมายื่นมือช้อนคางอีกฝ่ายให้หันเผชิญหน้ากับมันตรงๆ ยามนั้นดวงตาทั้งสี่คู่ประสานสบกัน
ข้าก็ไม่เคยซื้อบุรุษที่ราคาแพงเช่นนี้มาก่อน แต่วันนี้ข้าจะลอง
นั่นเป็นคำยืนยันแน่นอน ทำให้เจ้าของห้องมีสีหน้ากระอักกระอ่วน มันหลุบตาจากประกายบางอย่างที่ตาหงส์คู่นั้นสาดส่องออกมา แล้วยื่นมือเรียวงามค่อยๆ ปัดมือหยาบกระด้างของอีกฝ่ายลงจากคางตน ก่อนลุกขึ้นยืนช้า เดินไปข้างหน้าต่าง
เสียงเก้าอี้เขยื้อน มันรู้ว่าอีกฝ่ายก็ลุกขึ้นยืนเช่นกันแถมยังเดินมาซ้อนอยู่ด้านหลังมัน มันพริ้มตาลงสะท้านร่างขึ้นเล็กน้อย เมื่อมืออีกฝ่ายอ้อมมาปลดผ้าคาดเอว และริมฝีปากที่ประทับบนแก้มมันอย่างแผ่วเบา
มันไม่เคยตัวสั่นมาก่อน.... แต่ตอนนี้มันกำลังสั่น เป็นการสั่นที่เกิดจากความกลัว หรืออารมณ์ที่พลุ่งพล่านกัน กระทั่งตัวมันยังไม่แน่ใจตัวเอง
จนเมื่อเสื้อชั้นนอกของมันถูกปลดเปลื้องออกจนหมดสิ้น ดวงตาทั้งคู่ลืมโพลงมันสะท้านเฮือกหนึ่งคล้ายคืนสติขึ้นมา มือเรียวงามทั้งสิบจับคว้ามือข้ออีกฝ่าย ก่อนที่มือประหลาดคู่นั้นจะรังควานมากไปกว่านั้น
เจ้าของมือประหลาดคู่นั้นโน้นริมฝีปากมาขบกัดติ่งหูมัน ก่อนกระซิบแผ่วเบา
จะหวั่นไปไย
กล่าวจบโต๊ะตังไล้ย่อกายโอบอุ้มมันขึ้นในอ้อมอก มันอดตระหนกไม่ได้จนต้องอุทานออกมา สองมือยันอกอีกฝ่ายไว้ แต่ไม่ได้ดิ้นรนขัดขืนแต่อย่างไร มันเป็นบุรุษ จะให้บุรุษมาดิ้นรนในอ้อมกอดของบุรุษอีกคนได้อย่างไร
จนเมื่อแผ่นหลังสัมผัสกับพื้นฟูกเตียง มันอดไม่ได้ที่จะสะท้านกายขึ้น สองแก้มพลันแดงซ่านเมื่อประสานสบกับสายตาระอุอุ่นที่บอกความปรารถนาของอีกฝ่าย
โต๊ะตังไล้ไล้หลังมือกับใบหน้าแดงซ่านของผู้อยู่ข้างใต้ แล้วสอดมืออีกข้างปลดสาบเสื้อชั้นในของอีกฝ่ายและลูบไล้ผิวกายใต้ร่มผ้า โต๊ะตังไล้รับรู้ถึงการสั่นสะท้านนิดๆ ของผู้อยู่ใต้ร่างเมื่อเห็นดวงตาอีกฝ่ายพริ้มลง และเผยอริมฝีปากสีแดงชาดออกนิดๆ ทำให้อดแย้มยิ้มอย่างนุ่มนวลไม่ได้ โต๊ะตังไล้โน้มริมฝีปากประทับบนหน้าผากอีกฝ่าย กล่าวเบาๆ ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
ท่านมีทีท่าดั่งผู้มิเคยลิ้มรสรัก
เจ้าของดวงตาสีครามที่งามกว่าประกายดาวลืมขึ้น แต่มันไม่กล้าสบประกายตาร้อนแรงของอีกฝ่าย เพียงเมินมองไปด้านอื่น กล่าวเบาๆ ราวเสียงแมงหวี่ว่า
นั่นเพราะข้า ไม่เคยเป็นฝ่ายถูกกระทำ
โต๊ะตังไล้ยิ้มอีกครา มือทั้งคู่ของมันปลดเปลื้องสิ่งพันธการของอีกฝ่ายจนหมดสิ้น จากนั้นลุกขึ้นคุกเข่าใช้สายตาสำรวจเรือนร่างอีกฝ่าย ท่ามกลางแสงเปลวเทียนสาดส่องยิ่งขับผิวพรรณที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาของอีกฝ่าย จนโต๊ะตังไล้อดตาพร่าไม่ได้
ผู้ถูกปลดเปลื้องเสื้อผ้าจนหมดสิ้น ยิ่งมีสีหน้าแดงก่ำกว่าเดิมเมื่อพบว่าอีกฝ่ายใช้ตาหงส์คู่นั้นสำรวจมองตนอย่างที่ไม่เคยมีผู้ใดทำมาก่อน มันอดไม่ได้ที่จะพลิกตะแคงข้างด้วยความอับอาย
ในใจมันร้อนรุ่มทั้งคิดว่าการยอมเช่นนี้ถูกหรือไม่ แต่อีกใจกลับคิดอยากลิ้มลองรสชาดเช่นนี้ นับเป็นความขัดแย้งยิ่งนัก แต่กระนั้น มันก็ยังถือป้ายยี่ห้อประจำตัวคือ เมื่อรับเงิน ย่อมต้องสนองความต้องการของอีกฝ่าย มันขบริฝีปากเบาๆ ก่อนเบือนหน้าช้อนตามองอีกฝ่าย พริบตานั้นมันตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะยอมพลีกายให้อีกฝ่าย
โต๊ะตังไล้เมื่อสำรวจมองเรือนร่างไร้ที่ติเบื้องหน้าจนพอใจ มันจึงเปลื้องเสื้อผ้าตน แล้วปลดผ้าม่านปิดเตียงลง
...ราตรีหฤหรรษ์ช่างสั้นนัก....
เสียงนกอรุณแข่งกันร้องขับขานปลุกผู้ที่ยังฝันในห้วงราตรีให้ลุกขึ้นต้อนรับวันใหม่ ....ในห้องที่สวยงามห้องหนึ่ง บนเตียงหลังหนึ่ง เพิ่งคลายร้อนที่กรุ่นด้วยไอรักไปไม่นาน มีร่างสองร่างนอนก่ายเกยทับกัน
มือใหญ่หยาบของโต๊ะตังไล้ลูบไล้แผ่นหลังเรียบรื่นของผู้นอนทับบนอ้อมอก จมูกสูดกลิ่นหอมที่กำซาบจากเรือนผมที่เรียบรื่นดุจแพรไหมของอีกฝ่าย ริมฝีปากประดับรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความสุข
เปลือกตาผู้ที่นอนทับบนอกมันกะพริบปริบ จากนั้นมีเสียงแผ่วเบาที่คล้ายไม่อยากทำลายความสงบสุขของยามเช้าเอ่ยขึ้นว่า
ตังไล้ ท่านจะซื้อตัวข้าเป็นครั้งสุดท้ายรึเปล่า
โต๊ะตังไล้เลื่อนมือขึ้นใช้นิ้วเกี่ยวพันเรือนผมอีกฝ่าย กล่าวตอบเบาๆ ว่า
ใช่
คำตอบนั้นทำให้อีกฝ่ายต้องผงกศีรษะขึ้นมอง ดวงตาสีครามทอประกายหม่นหมองเหม่อมองใบหน้าคมสันได้รูป มันทอดถอนใจก่อนโน้มใบหน้าจุมพิตริมฝีปากที่ระรานเรือนร่างมันทั้งคืนอย่างแผ่วเบา แล้วจึงกล่าวด้วยเสียงหดหู่ว่า
ไม่เคยมีใครที่ซื้อตัวข้าครั้งหนึ่ง แล้วจะหวนกลับมาอีก เนื่องเพราะราคามันแสนแพงนัก แม้แต่ท่านก็ไม่มีข้อยกเว้น
โต๊ะตังไล้ยังคงยิ้มแย้ม รอยยิ้มมันเหมือนจะขบขำและเยาะหยันอีกฝ่าย โต๊ะตังไล้พลันพลิกกายทาบทับอีกฝ่ายแนบริมฝีปากประกบอีกฝ่ายด้วยความร้อนแรง สองมือเลื่อนลูบไล้ ขากำยำกดแทรกทาบทับ โต๊ะตังไล้จุดความปรารถนาให้ปะทุขึ้นอีกครา....
เมื่ออารมณ์พิศวาสบรรลุถึงจุดหมาย โต๊ะตังไล้ผละจากอีกฝ่ายลุกขึ้นคว้าเสื้อมาสวม เดินไปรินสุราใส่จอกยกขึ้นจิบ โต๊ะตังไล้ยังคงหันหลังให้ผู้ที่อยู่บนเตียง จนสุราผ่านไปสามจอกมันจึงหันไปมองอีกฝ่ายแล้วเรียกชื่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ซือเบ๊
ผู้ที่เพิ่งประคองตัวเองขึ้นนั่งได้ เหม่อมองอีกฝ่าย
ดวงตาโต๊ะตังไล้ทอประกายนุ่มนวลขัดกับน้ำเสียงจริงจังที่กล่าวออกมา
ซือเบ๊ ข้าจะซื้อตัวท่านเป็นครั้งสุดท้าย แล้วมันก็แย้มยิ้ม แต่ท่านจะต้องอยู่กับข้าตลอดไป
ดวงตาของซือเบ๊กลับคืนสู่ประกายสดใสคราหนึ่ง ก่อนเปลี่ยนเป็นเลิกคิ้วด้วยความข้องใจ
ดวงตาโต๊ะตังไล้สาดประกายเจิดจ้าเพ่งมองฝ่ายตรงข้าม กล่าวว่า
ข้าจะยื่นข้อเสนอให้ท่านกลายเป็นวีรบุรุษที่ชาวบู๊ลิ้มทุกคนจะต้องชื่นชม
คิ้วเรียวงามของซือเบ๊ขมวดนิดๆ ก่อนถามด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจว่า
ท่านกำลังหยามข้า
โต๊ะตังไล้เลิกคิ้วเล็กน้อย มือวางสุราลงแล้วเดินไปนั่งเคียงคู่ซือเบ๊ที่บนเตียง เชยคางอีกฝ่ายขึ้นและมองสบตา โต๊ะตังไล้โน้มหน้าจุมพิตแก้มซือเบ๊แผ่วเบา ก่อนถอยมามองแล้วกล่าวว่า
ข้าจะทำให้ท่านเป็นราชันย์ไร้พ่าย ดวงตาทอประกายหมายมั่นขึ้น บู๊ลิ้มขณะนี้ต้องการวีรชน แต่วีรชนที่แท้จริงหาได้ยากยิ่ง ดังนั้นข้าจะสร้างวีรบุรุษในแบบของข้าขึ้นมา ข้าจะถ่ายทอดเพลงกระบี่ให้ท่าน และจะใช้เงินทองที่มีผลักดันให้ท่านขึ้นเป็นราชันย์เหนือยุทธภพ
ดวงตาซือเบ๊ทอประกายสับสน มันไม่เข้าใจว่าเหตุใดโต๊ะตังไล้จึงเสนอตัวมันให้ทำเช่นนี้จึงอดถามมิได้ว่า
ถ้าเช่นนั้น ทำไมท่านไม่เป็นเสียเอง
โต๊ะตังไล้ลุกขึ้นยืน เดินมือไพล่หลังไปยังกลางห้อง ชั่วอึดใจจึงกล่าวว่า
เพราะคนบางคนก็ถูกลิขิตให้เป็นเพียงเงา ข้าจะให้ท่านเป็นแสงส่วนข้าเป็นเพียงเงา แล้วหันไปเผชิญหน้ากับซือเบ๊ ที่ยังคงนั่งตะลึงลานอยู่บนเตียง ท่านไม่ต้องหวั่นไป ข้าสาบานว่าไม่ว่าข้าจะเป็นอย่างไร ก็จะไม่ให้ใครมาทำร้ายท่านแม้สักขุมขนหนึ่ง
จากนั้นหนึ่งปีต่อมา ชาวบู๊ลิ้มก็ได้รู้จักบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง ที่ใช้กระบี่สุดขอบฟ้าก่อตั้งสำนักคุ้มกันภัยยิ่งใหญ่ วีรบุรุษผู้นี้สร้างตำนานที่ต้องจารึกแก่ยุทธภพ ด้วยการได้ชัยชนะเหนือยอดยุทธ์ทั้ธรรมและอธรรมรวม 36 คน
เพียงระยะเวลาอันสั้นแค่ สองสามปี นามของซือเบ๊ปุ๊กคุ้งก็สะท้านทั่ว
แล้วนั่นคือจุดเริ่มต้นของตำนานวีรบุรุษไร้พ่าย ซือเบ๊ปุ๊กคุ้ง ( ซือเบ๊ผู้ไม่เคยปราชัย )
END
![]()
Palace Moon
ช่วงที่เขียนนั้นเรากำลังอยู่ในภาวะคลั่งใคล้ ฉีจื่อหลิง แห่ง มังกรคู่ฯ เป็นอย่างมาก ทำให้พลอยบ้าพวกนิยายจีนไปด้วย แถมเป็นช่วงที่บูรพัฒน์เพิ่งบูมการ์ตูนจีน พอดีได้ไปอ่าน วีรบุรุษไร้น้ำตา มาก่อน แบบโคตรรันทดจิต แล้วก็แอบ Y อยู่นิดๆ แล้วเห็นการ์ตูนมันออก เลยกรี๊ดซ๊าม่ายมี หลังอ่านไปได้ 10 กว่าเล่ม เกิดเก็บอาการไม่อยู่ เลยต้องเอามาเขียนซักหน่อย สนองความอยาก
ผลก็เลยออกมาเป็นแบบที่เห็น
แต่ถึงยังไง ตัวละครในใจเราก็ยังคงเป็น หลิงน้อย หรือ ฉีจื่อหลิง แห่งมังกรคู่ฯ อยู่ดี อิอิอิ ไม่อยากจะบอกว่าเรารัก ฉีจื่อหลิง มากกว่า ไบรอัน+จัสติน รวมกันซะอีก เพียงแต่เขาเป็นตัวละครที่โลดแล่นในนิยาย ทำให้ไม่มีภาพมาให้จิ้นมากนัก ประกอบกับเป็นแนวปกติ๊ ปกติสุขเหลือหลาย ทำให้จิ้นไม่ลง และที่สำคัญ เราโคตรชอบบบบ นางเอกมันเลย แบบว่า
ฉีจื่อหลิง+สือชิงเสวียน = OTP อ่ะนะ เลยไม่สามารถทำใจจิ้นให้หลิงน้อยกลายเป็น Y ไปได้เจงๆ T___T
นี่เป็นภาพที่เราพอมีเก็บไว้ อยากลงเยอะกว่านี้แต่ส่วนใหญ่จะเป็นภาพคู่ ชาย+หญิง แถมยังมีแต่ผู้หญิงซะด้วยสิ เลยเอามาแค่นี้แหละจ้า พอหอมปากหอมคอ หุหุ




พี่ถือว่าเป็นคำชมละกันน้อ ฮี่ ฮี่ ฮี่
จิ้นออกแต่ ผังปาน + ฟงสิงเลี่ย
พี่บรรยายดีมากเลย มากจนจินซะเห็นภาพเลย ส่วนรูปข้างบนก็สวยมากเห็นอบอุ่นดีค่ะ ชอบรูปที่ 2 ค่า จะติดตามฟิคพี่ต่อไปนะคะ
อ่านมาตั้งกะม.ต้น(ความวายยังน้อยอยู่55+)
#1 By เรียกข้าว่า....ธนะรัตน์ on 2005-09-15 09:10